สส. เขต แข่งดุเดือดแค่ไหนในสนามเลือกตั้ง 2544-2569

เมื่อคะแนน สส. เขต คุมผลเลือกตั้ง: ย้อนดูการแข่งขันของประชาธิปไตยไทยในช่วง 25 ปี เขตไหนสูสี ? เขตใครชนะขาดลอย ?

บทความร่วมกับ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ

นับแต่ปี 2544 การเมืองไทยได้เปลี่ยนมาใช้ระบบเลือกตั้งแบบคู่ขนานเป็นครั้งแรก คือการเพิ่มระบบ สส. บัญชีรายชื่อควบคู่ไปกับการเลือก สส. เขต จุดเปลี่ยนสำคัญนี้ได้เพิ่มบทบาทและความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ทั้งในเชิงของการผลักดันประเด็นเชิงนโยบายที่สนใจ สร้างแรงจูงใจให้พรรคนำเสนอวิสัยทัศน์ระดับประเทศมากกว่าจำกัดตัวเองที่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และการเป็นต้นสังกัดให้ สส. เขต เพื่อผลักดันวาระตามที่พรรคต้องการได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

แต่ในรายละเอียด การเลือกตั้งกว่า 7 ครั้งในช่วง 25 ปีที่ผ่านมานี้ (โดยไม่นับรวมครั้งที่เป็นโมฆะ) ระบบเลือกตั้งไทยให้น้ำหนักกับสัดส่วนที่นั่ง สส. เขต มากกว่า สส. บัญชีรายชื่อ โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ 80:20 ซึ่งแตกต่างจากแบบแผนสากลที่มักจะกำหนดสัดส่วน สส. ทั้งสองประเภทให้ใกล้เคียงกัน คือ อยู่ที่ 50:50 หรือ 60:40 (Reynolds, Reilly, and Ellis 2005) โดยการเลือกตั้งในปี 2562 ให้สัดส่วนที่นั่ง สส. บัญชีรายชื่อสูงสุด อยู่ที่ 150 คน คิดเป็น 30% ของที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า สส. เขตถึง 2.3 เท่าตัว อีกทั้งการเลือกตั้งในครั้งนั้นเป็นการเลือกตั้งที่ใช้บัตรใบเดียวเลือกทั้ง สส. เขต และนำคะแนนที่ได้ไปรวมเพื่อคำนวณสัดส่วนที่นั่ง สส. บัญชีรายชื่อ ระบบนี้จึงเสมือนเป็นการบังคับเลือกพรรคการเมืองภายในตัว สส. ท้องถิ่นที่มีคะแนนเสียงเหนียวแน่นจึงเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้งในครั้งนั้น

ปีจำนวน สส. เขตจำนวน สส.
บัญชีรายชื่อ
รวมสัดส่วน
254440010050080:20
254840010050080:20
2549 (โมฆะ)40010050080:20
25504008048083:17
255437512550075:25
2557 (โมฆะ)37512550075:25
256235015050070:30
256640010050080:20
256940010050080:20

ระบบเลือกตั้งไทยที่ให้ความสำคัญกับที่นั่ง สส. เขตมากกว่า ในด้านหนึ่งสร้างแรงจูงให้พรรคการเมืองลงทุนกับการแข่งขันในสนามเลือกตั้ง สส. เขต ผ่านการสร้างความนิยมที่ตัวบุคคล เพราะเป็นระบบ First-past-the-post (หรือผู้ชนะได้หมด-ผู้แพ้เสียหมด) แม้ชนะเพียงหนึ่งคะแนนก็ได้ที่นั่งไปครองทันที มากกว่าการสร้างความนิยมต่อพรรคผ่านนโยบายหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่สะท้อนผ่านคะแนนโหวตจากบัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ ในมุมมองนี้ แม้ความนิยมพรรคการเมืองจะสูงแค่ไหน หรือจะชนะที่นั่งบัญชีรายชื่อไปทั้งหมดก็ไม่อาจทำให้พรรคชนะการเลือกตั้งได้ หากไม่ได้รับที่นั่ง สส. เขตในจำนวนที่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาล

การแข่งขันในสนาม สส. เขต นอกเหนือจากจะเป็นตัววัดผลผู้ชนะแล้ว ยังเป็นดัชนีสะท้อนการแข่งขันทางการเมือง (Political Competition) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สนับสนุนคุณภาพของประชาธิปไตย โดยการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม จะสร้างความรับผิดชอบและการตอบสนองของนักการเมืองต่อประชาชน หากขาดการแข่งขันหรือมีการผูกขาดทางการแข่งขัน อำนาจจะกระจุกตัวและนำไปสู่การออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องมากกว่าตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชน (Dahl 1971; Przeworski et al. 2000)

อ่านที่มาและข้อจำกัดของข้อมูลผลเลือกตั้ง
  • ข้อมูลผลการเลือกตั้ง สส. เขตในปี 2544 มาจากการดึงข้อมูลจากไฟล์เอกสาร ข้อมูล สถิติ และผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2544 โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านเครื่องมือ Gemini 3.1 Pro และตรวจเช็กคุณภาพ พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ทั้งนี้ เอกสารต้นฉบับไม่ปรากฏหน้าผลคะแนนของเขตเลือกตั้งที่ 7, 8 และ 9 ของจังหวัดนครศรีธรรมราช การวิเคราะห์ข้อมูลจึงไม่รวมผลของ 3 เขตเลือกตั้งดังกล่าว
  • ข้อมูลผลการเลือกตั้ง สส. เขตในปี 2548, 2554, 2562 และ 2566 มาจากเว็บไซต์ กกต.
  • ข้อมูลผลการเลือกตั้ง สส. เขตปี 2569 ใช้ข้อมูลจากผลการแปลงแบบ สส. 6/1 ที่ กกต. เผยแพร่เป็น PDF ให้อยู่ในรูปแบบ JSON โดย นายชานนท์ เงินทองดี จากคลังข้อมูล election-69-OCR-result ซึ่งดาวน์โหลดและวิเคราะห์ข้อมูลเมื่อ 31 มีนาคม 2569

ค่า MOV คืออะไร ใช้วัดอะไรในเกมเลือกตั้ง ?
MOV คือ ‘ส่วนต่างของคะแนนเสียงระหว่างผู้ชนะกับผู้ที่ได้อันดับสอง’ เป็นค่าที่ใช้วัดว่า ‘ชนะห่างกันแค่ไหน’ โดยการคำนวณ MOV สามารถอยู่ในรูปแบบส่วนต่างของคะแนนดิบ หรือสัดส่วนร้อยละ (%) ที่ผู้สมัคร สส. ได้รับ โดยในบทความนี้จะใช้วิธีการคำนวณสัดส่วนร้อยละของคะแนนที่ผู้ลงสมัครได้ต่อคะแนนเลือกตั้งทั้งหมดในเขตเลือกตั้ง จากสูตรคำนวณ
MOV = % คะแนนของ สส. เขต ที่ชนะ – % คะแนนของผู้สมัคร สส. เขต ที่ได้อันดับสอง

ตัวอย่างการคำนวณ MOV จากผลเลือกตั้งในปี 2569

กระบี่ เขตเลือกตั้งที่ 1

  • จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งทั้งหมด 90,061 คน
  • นายกิตติ กิตติธรกุล (ภูมิใจไทย) ชนะการเลือกตั้งที่ 50,493 เสียง คิดเป็น 56% ของ 90,061 เสียง
  • นายธนวัช ภูเก้าล้วน (ประชาชน) ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ที่ 20,554 เสียง คิดเป็น 23% ของ 90,061 เสียง
  • ค่า MOV ของกระบี่ เขตเลือกตั้งที่ 1 คือ 56-23= 33
  • ยิ่งค่า MOV สูง สะท้อนว่าผู้ชนะ สส. เขต ยิ่งครองสัดส่วนคะแนนมาก มีผลการเลือกตั้งที่ชนะขาดลอย หรือเป็นพื้นที่ที่เป็นฐานเสียง

นครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 3

  • จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งทั้งหมด 92,622 คน
  • นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ (ประชาชน) ชนะการเลือกตั้งที่ 37,699 เสียง คิดเป็น 41% ของ 92,622 เสียง
  • นายสมบัติ กาญจนวัฒนา (เพื่อไทย) ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ที่ 37,400 เสียง คิดเป็น 40% ของ 92,622 เสียง
  • ค่า MOV ของนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 3 คือ 41-40= 1
  • ค่า MOV ต่ำ สะท้อนว่าการแข่งขันดุเดือด


ในช่วง 25 ปี เลือกตั้ง สส. เขตปี 2562 แข่งกันดุเดือดมากที่สุด

MOV หรือในชื่อเต็ม Margin of victory คือการคำนวณหา ‘ส่วนต่างของสัดส่วนคะแนนเสียงระหว่างผู้ชนะกับผู้ที่ได้อันดับสอง’ ของแต่ละเขตเลือกตั้ง โดยหากเขตเลือกตั้งมีค่า MOV ต่ำหรือใกล้เลข 0 ยิ่งสะท้อนว่าการแข่งขัน สส. เขตสูสีและดุเดือด ในขณะที่ค่า MOV สูงจะสะท้อนการแข่งขันที่ผู้ชนะได้รับชัยชนะอย่างทิ้งห่าง หรือเป็นพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของผู้ชนะ ในระยะยาวอาจสะท้อนว่าการแข่งขันถูกผูกขาดโดยผู้สมัครคนเดิมหรือพรรคการเมืองเดิมได้

ภาพรวมของการแข่งขัน สส. เขต ในการเลือกตั้ง 6 ครั้งระหว่างปี 2544 ถึง 2569 ปรากฏให้เห็นระดับการแข่งขันที่แตกต่างกันจากทิศทางการกระจุกตัวของค่า MOV ในแต่ละเขตเลือกตั้ง และ ‘ค่ากลาง MOV’* หรือค่ามัธยฐานในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง

ข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งในปี 2544 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้ระบบคู่ขนานที่มีบัตร 2 ใบ การแข่งขันในเขตเลือกตั้งยังเข้มข้นพอสมควร (ค่ากลาง MOV ที่ 17) แต่เมื่อถึงการเลือกตั้งปี 2548 (ค่ากลาง MOV ที่ 31) และ 2554 (ค่ากลาง MOV ที่ 20) สถานการณ์เปลี่ยนเป็นชัยชนะแบบถล่มทลายของพรรคอันดับ 1 อย่างไทยรักไทย (ได้ที่นั่งแบ่งเขต 310 ที่นั่งจาก 400 ที่นั่ง) และเพื่อไทย (ที่ได้นั่งแบ่งเขต 204 ที่นั่งจาก 375 ที่นั่ง) โดยมีคะแนน สส. เขตทิ้งห่างพรรคคู่แข่งอย่างสูงในภาคเหนือและอีสาน ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคอันดับ 2 แม้จะได้ที่นั่งรวม สส. เขตทั้งประเทศค่อนข้างน้อย แต่ได้คะแนนทิ้งห่างคู่แข่งอย่างสูงในภาคใต้ โดยทั้งสองครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่นำไปสู่การเลือกตั้งครั้งถัดไปที่เป็นโมฆะ และเกิดการรัฐประหารในเวลาต่อมา

หลังจากการรัฐประหารในปี 2557 การเลือกตั้งมีขึ้นอีกครั้งในปี 2562 (ค่ากลาง MOV ที่ 10) ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือก สส. เขตและนำคะแนนทั้งหมดไปคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ ฉากภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมทำให้การแข่งขันในสนามเลือกตั้ง สส. เขตเป็นไปอย่างสูสีและดุเดือดมากที่สุด โดยสาเหตุอาจจะมาจากการที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่หลายพรรคที่มีขั้วอุดมการณ์ต่างกัน ทั้งพรรคทหารที่มีแนวทางอนุรักษ์นิยมและพรรคของคนรุ่นใหม่สายก้าวหน้า นอกจากนั้นมีอดีต สส. ย้ายพรรคจำนวนมากหลังจากประเทศว่างเว้นการเลือกตั้งนานถึง 8 ปี ต่อมา ในการเลือกตั้งปี 2566 ได้ลดความเข้มข้นลงเพียงเล็กน้อย (ค่ากลาง MOV ที่ 13)

อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ อัตราการแข่งขัน สส. เขตในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2569 (ค่ากลาง MOV ที่ 18) มีอัตราการแข่งขันที่ดุเดือดน้อยลงเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งสองครั้งก่อนหน้าในปี 2562 และ 2566 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันคือ 2560 โดยการแข่งขันที่ดุเดือดน้อยลงนี้อาจจะมีสาเหตุจากการที่พรรคทหาร (ทั้งพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติ) ลดความนิยมลงจนไม่อยู่ในฐานะพรรคหลักในสนามการแข่งขัน พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กบางพรรคยุติบทบาท (เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา) เปิดทางให้ สส. ย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ รวมถึงปรากฎการณ์ที่ผู้สมัคร สส. เขต ที่มีฐานเสียงเข้มแข็งจากหลายพรรคซึ่งเคยเป็นคู่แข่งกันได้ย้ายไปรวมตัวกันภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย

ความสำเร็จของพรรคการเมืองบางพรรค (ที่โดดเด่นที่สุดคือพรรคภูมิใจไทย) ในการรวมฐานเสียงผ่านการควบรวมนักการเมืองหลายกลุ่มให้เข้ามาสังกัดพรรคการเมืองเดียวกันส่งผลให้การแข่งขันลดลงในหลายเขตเลือกตั้ง และทำให้พรรคสามารถครองพื้นที่ในหลายจังหวัดผ่านเครือข่าย สส. เขตได้อย่างแน่นแฟ้นมากขึ้น

4 ภูมิภาคกับ 6 สนามเลือกตั้ง พลวัตการแข่งขันที่ย้อนกลับ

ตารางสรุปค่ากลาง MOV ของแต่ละภูมิภาค จากการเลือกตั้งปี 2548 ถึง 2569 (ค่ายิ่งน้อย ยิ่งแข่งดุเดือด)

การเลือกตั้งค่ากลาง MOV ภาพรวมระดับประเทศค่ากลาง MOV ภาคใต้ค่ากลาง MOV ภาคกลางค่ากลาง MOVภาคอีสานค่ากลาง MOV ภาคเหนือ
254417.340.119.514.215.0
254831.237.624.839.629.2
25542070.211.326.220.5
256210.111.9613.610.3
256613.39.515.913.210.8
256917.912.621.417.417.9

ภาคใต้: ชัยชนะที่เด็ดขาด สู่สมรภูมิที่ดุเดือด

สนามเลือกตั้ง สส. เขตในภาคใต้ช่วงทศวรรษ 2540 เป็นพื้นที่แห่งชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ และชัยชนะนี้เด็ดขาดมากขึ้นในการเลือกตั้งปี 2554 ที่มีค่ากลาง MOV พุ่งสูงที่ 70 สะท้อนการผูกขาดพื้นที่โดยพรรคประชาธิปัตย์แทบจะเบ็ดเสร็จ อาจกล่าวได้ว่าแทบไม่มีคู่แข่งที่สูสีในเขตเลือกตั้งใดเลยเพราะในจำนวน 53 เขตเลือกตั้งในปี 2554 พรรคประชาธิปัตย์แลนด์สไลด์กวาดที่นั่งได้ 50 เขตเลือกตั้ง

ในปีดังกล่าวยังมีความผันผวนของค่า MOV สูง คือมีค่า IQR* ที่ 42 ซึ่งเป็นตัวเลข IQR ที่สูงที่สุดตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2544 หมายความว่า ความห่างของคะแนนเสียงในแต่ละเขตมีการกระจายตัวมาก มีทั้งเขตที่ชนะขาดลอย และเขตที่แข่งขันกันสูสีมาก ตัวอย่างเช่น 5 เขตเลือกตั้งที่ยังแข่งกันดุเดือดมาก (มีค่า MOV ต่ำกว่า 5) ล้วนแล้วเป็นเขตเลือกตั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

การครองพื้นที่และการผูกขาดคะแนนเสียงลดหายไปในการเลือกตั้งในปี 2562 และ 2566 ค่ากลาง MOV ดิ่งลงเหลือเพียง 12% และ 9% ตามลำดับ โดยค่ากลาง MOV ในปี 2566 เป็นค่าที่ต่ำที่สุดจากทุกภูมิภาค ภาคใต้เปลี่ยนจากพื้นที่ที่การแข่งขันน้อย กลายเป็นสมรภูมิที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุด เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเคยเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมมีความนิยมที่ลดลง เปิดทางให้พรรคการเมืองหลายพรรคเข้ามาแข่งขันในพื้นที่เพื่อแย่งชิงคะแนน ไม่ว่าจะเป็นพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ภูมิใจไทย รวมถึงอนาคตใหม่/ก้าวไกล

จำนวนที่นั่งที่พรรคการเมืองได้รับในการเลือกตั้งแต่ละปี
พรรคที่ชนะเลือกตั้งจำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2544 (ที่นั่ง)จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2548 (ที่นั่ง)จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2554 (ที่นั่ง)จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2562 (ที่นั่ง)จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2566 (ที่นั่ง)จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2569 (ที่นั่ง)
ประชาธิปัตย์48525022179
ความหวังใหม่6
ชาติไทย1
ไทยรักไทย1
ภูมิใจไทย181231
ชาติไทยพัฒนา1
มาตุภูมิ1
รวมพลังประชาชาติไทย1
พลังประชารัฐ137
ประชาชาติ674
รวมไทยสร้างชาติ14
ก้าวไกล3
ไทรวมพลัง1
ประชาชน2
กล้าธรรม12
รวม545453506059

การเลือกตั้งในปี 2569 ในเขตเลือกตั้งภาคใต้ ยังถือเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น โดยมีค่ากลาง MOV ต่ำสุดอันดับแรกอยู่ที่ 13

3 จังหวัดในภาคใต้ที่แข่งขัน สส. เขตสูสีมากและน้อยที่สุด จากค่ากลาง MOV ของจังหวัด

ปีเลือกตั้งแข่งขันสูสีมากที่สุด (MOV)แข่งขันสูสีน้อยที่สุด (MOV)
25441. สตูล (6)
2. นราธิวาส (8)
3. ปัตตานี (16)
1. ตรัง (68)
2. สุราษฎร์ธานี (56)
3. พังงา (55)
25481. สตูล (7)
2. นราธิวาส (19)
3. ยะลา (21)
1. ตรัง (54)
2. ชุมพร (52)
3. นครศรีธรรมราช (49)
25541. นราธิวาส (4)
2. ปัตตานี (4)
3. ยะลา (17)
1. ตรัง (83)
2. พัทลุง (81)
3. สงขลา (79)
25621. ภูเก็ต (5)
2. กระบี่ (6)
3. นครศรีธรรมราช (7)
1. สตูล (33)
2. สุราษฎร์ธานี (29)
3. พังงา (20)
25661. ปัตตานี (5)
2. นราธิวาส (6)
3. ภูเก็ต (7)
1. สตูล (32)
2. กระบี่ (29)
3. ระนอง (22)
25691. ภูเก็ต (7)
2. สุราษฎร์ธานี (9)
3. นราธิวาส (9)
1. ระนอง (54)
2. สตูล (35)
3. กระบี่ (33)

สตูลเป็นจังหวัดที่ความสูสีในการแข่งขัน สส. เขต ลดน้อยลงเรื่อย ๆ จากพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูงในปี 2544 (ค่ากลาง MOV 6) กลายเป็นพื้นที่ที่การแข่งขันต่ำมากเป็นอันดับสองในการเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งตรงกันข้ามกับภูเก็ตที่ขยับตัวจากพื้นที่ที่มีค่า MOV สูงในการเลือกตั้งปี 2554 (ค่ากลาง MOV 40) ซึ่งสะท้อนการแข่งขันที่ไร้ความดุเดือดสู่พื้นที่ที่ สส. เขต แข่งขันกันอย่างสูสีมากที่สุดในการเลือกตั้งปี 2569 (ค่ากลาง MOV 7) พลวัตการแข่งขัน สส. เขตในภาคใต้ สะท้อนให้เห็นว่าเป็นภูมิภาคที่พรรคการเมืองสามารถกอบโกยผลชัยชนะที่เด็ดขาดได้ อีกทั้งสามารถสูญเสียความนิยมจนนำไปสู่สมรภูมิที่ดุเดือดได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) มีการแข่งขัน สส. เขตในระดับสูสีในลำดับต้น ๆ ของภูมิภาคมาโดยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเลือกตั้งในปี 2562 เป็นต้นมา ซึ่งสะท้อนว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครผูกขาดคะแนนเสียงได้มาโดยตลอด

ภาคกลาง: ใจกลางของการแข่งขันที่หลากหลาย

ในช่วงการเลือกตั้งปี 2548, 2554 และ 2562 เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ภาคกลางมีค่ากลาง MOV ต่ำสุดและลดลงอย่างต่อเนื่อง (ค่ากลาง MOV ที่ประมาณ 25, 11, และ 6 ตามลำดับ) สะท้อนการเป็นภูมิภาคที่มีการแข่งขันในภาพรวมดุเดือดสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในปี 2554 ที่ ราว 46% ของเขตเลือกตั้งในภาคกลางมี ‘ค่า MOV น้อยกว่า 10’ และในปี 2562 ที่ 70% ของเขตเลือกตั้งในภาคกลางมี ‘ค่า MOV น้อยกว่า 10’ และที่นั่งถูกแบ่งกันระหว่างหลายพรรคการเมือง โดยไม่มีพรรคใดผูกขาด

อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งปี 2566 และ 2569 ภาคกลางกลับมีค่ากลาง MOV สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น (ที่ 16 และ 21) ซึ่งทำให้พื้นที่ภาคกลางเป็นพื้นที่ที่การแข่งขันดุเดือดน้อยที่สุดกว่าที่เคยเป็น สาเหตุอาจจะมาจากความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่กรุงเทพฯ และกลุ่มจังหวัดที่ตระกูลเก่าแก่ยังรักษาฐานเสียงที่เข้มแข็งไว้ได้

กรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการพลิกผัน จากพื้นที่ที่แข่งกันดุเดือดมากในปี 2562 สะท้อนจากค่ากลาง MOV ของกรุงเทพฯ ที่ 4 กลายมาเป็นพื้นที่ที่มีค่า MOV สูงลิ่วที่ 22 ในปี 2566 และแตะ 30 ในปี 2569 สะท้อนการรวมตัวของฐานเสียงเขตเมืองไปยังพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน

จังหวัดที่มีส่วนต่างของคะแนนห่างกันสูงและมีค่ากลาง MOV ของจังหวัดที่สูงกว่าภาค โดยผู้ชนะมักจะชนะขาดลอยในทุกการเลือกตั้งในช่วง 25 ปี ประกอบด้วย

  • สระแก้ว ค่ากลาง MOV ของจังหวัดต่ำสุดที่ 20 ในปี 2566 และสูงสุดที่ 79 ในปี 2548
  • สุพรรณบุรี ค่ากลาง MOV ของจังหวัดต่ำสุดที่ 20 ในปี 2554 และสูงสุดที่ 71 ในปี 2544
  • ทั้งสองจังหวัดมีรูปแบบการแข่งขันที่คล้ายคลึงกันคือ แม้ในปีที่การแข่งขันจะดุเดือดมากที่สุดในเชิงตัวเลข แต่ผู้ชนะก็ยังมีคะแนนนำผู้ที่ได้ลำดับสองอย่างน้อย 20% จุดร่วมของทั้งสองจังหวัดคือ มีตระกูลการเมืองเก่าที่มีความเข้มแข็งยาวนานในพื้นที่ คือ ตระกูลศิลปอาชาในสุพรรณบุรี และตระกูลเทียนทองในสระแก้ว

จังหวัดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น

  • ชลบุรีมี ‘ค่ากลาง MOV ของจังหวัดน้อยกว่า 10’ ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2554 เป็นต้นมา สะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้นในทุก ๆ ปี โดยจะมีเพียงแค่บางเขตเลือกตั้งเท่านั้นที่ผู้ชนะได้คะแนนแบบแลนด์สไลด์ ตัวอย่างเช่น ในการเลือกตั้งปี 2569 ที่ ชลบุรีเขต 4 มีค่า MOV ที่ 27 และเขต 5 ที่มีค่า MOV ที่ 30

ภาคอีสาน: โฉมหน้าใหม่ของผู้ชนะแลนด์สไลด์ ?

เลือกตั้งปี 2544 พรรคไทยรักไทยชนะและได้ครองที่นั่ง สส. เขตในภาคอีสานมากเป็นอันดับหนึ่งที่ 75 ที่นั่ง อย่างไรก็ดี ข้อมูลการแข่งขันในปีนี้ชี้ให้เห็นว่าสนามเลือกตั้งในภาคอีสานยังแข่งขันสูง (ค่ากลาง MOV ที่ 14) สะท้อนว่าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวของไทยรักไทยจึงยังไม่ใช่ผลชนะที่ขาดลอยเพราะด้วยผลคะแนนที่ไม่ทิ้งห่างจากผู้ที่ได้ลำดับสอง และยังมีหลายพรรคที่ครองที่นั่งในหลายจังหวัด จนกระทั่งในการเลือกตั้งปี 2548 สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป ภาคอีสานมีค่ากลาง MOV สูงในลักษณะเดียวกับภาคใต้ และสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นที่ 40 พร้อมกับการกระจายตัวของค่า MOV ที่กว้างมาก ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าพรรคการเมืองใหญ่อย่างไทยรักไทยเริ่มชนะในหลายเขตด้วยคะแนนทิ้งห่างอย่างขาดลอยจนคู่แข่งไม่สามารถตามทัน และกลายเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมสูงสุดในอีสาน (หมายเหตุ: หลังการเลือกตั้ง 2544 พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กหลายพรรคที่มีฐานเสียงในภาคอีสาน ได้แก่ ความหวังใหม่ ชาติพัฒนา และเสรีธรรม ได้ตัดสินใจยุบรวมกับพรรคไทยรักไทย)

พรรคที่ชนะเลือกตั้งจำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2544จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2548
ไทยรักไทย75126
ชาติไทย116
ประชาธิปัตย์52
มหาชน2
ความหวังใหม่18
ชาติพัฒนา15
เสรีธรรม13
กิจสังคม1
รวม138136

อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งต่อมา ในปี 2554 และ 2562 ช่องว่างคะแนนที่ห่างมากนี้ค่อย ๆ หดแคบลงจนถึงปี 2566 ค่ากลาง MOV ลดลงเหลือเพียง 13 พิสูจน์ให้เห็นว่าฐานเสียงที่เคยมั่นคงก็สามารถถูกท้าทายได้ การแข่งขันในสนามเลือกตั้ง สส. เขตของภาคอีสานจึงเข้มข้นขึ้น

ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ส่วนต่างของคะแนนเลือกตั้งสูงขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 17 การแข่งขันในภาคอีสานเริ่มขยายตัว โดยในบางพื้นที่ยังคงมีการแข่งขันที่สูสี ในขณะที่บางพื้นที่บางพรรคการเมืองได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย

หากแบ่งภาคอีสานออกเป็นกลุ่มพื้นที่ จะพบข้อสังเกตที่น่าสนใจดังนี้

อีสานเหนือ พื้นที่ติดแม่น้ำโขงและชายแดนลาว ประกอบด้วยจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม

  • การเลือกตั้งในปี 2548 และ 2554 พื้นที่อีสานเหนือมีค่ากลาง MOV สูงที่สุดเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นในภาคอีสาน (49 และ 41 ตามลำดับ) และผู้ชนะของทุกเขตมาจากพรรคไทยรักไทย (2548) และเพื่อไทย (2554) ขณะที่พื้นที่อื่นยังมีพรรคการเมืองอื่นชนะเลือกตั้งอยู่ จึงสะท้อนให้เห็นว่าพรรคไทยรักไทย/เพื่อไทยครองคะแนนเสียงในอีสานเหนือได้อย่างเบ็ดเสร็จและทิ้งห่างคู่แข่งจากพรรคอื่น
    • ในการเลือกตั้งปี 2550 ด้วยระบบเลือกตั้งที่กำหนดให้ 1 เขตมีผู้ชนะได้ 1-3 คน ผู้ที่ได้คะแนนลำดับที่ 1 ของพื้นที่อีสานเหนือล้วนมาจากพรรคพลังประชาชนที่สืบทอดฐานเสียงจากพรรคไทยรักไทย
  • อย่างไรก็ดี การแข่งขันกลับมาทวีความดุเดือดมากขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 เป็นต้นมา และกลายเป็นพื้นที่ที่แข่งขันกันดุเดือดมากที่สุดในการเลือกตั้งปี 2569 ทั้งนี้ พรรคไทยรักไทย/เพื่อไทยค่อย ๆ สูญเสียที่นั่งให้แก่พรรคการเมืองอื่น ได้แก่
    • เสีย 2 ที่นั่งให้กับพรรค ภูมิใจไทย ในปี 2562
    • เสียให้พรรคก้าวไกล ภูมิใจไทย ไทยสร้างไทย ประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐ รวม 11 ที่นั่งในปี 2566
    • เสียให้พรรคกล้าธรรม ประชาชน พลังประชารัฐ และภูมิใจไทย รวม 21 ที่นั่งในปี 2569

อีสานกลาง พื้นที่บริเวณที่ราบสูงใจกลางภาคและลุ่มน้ำชี-มูล ประกอบด้วยจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร และชัยภูมิ

  • การเลือกตั้งในปี 2548 ภาคอีสานกลางมีการกระจายตัวของค่า MOV กว้างที่สุด สะท้อนว่าเป็นพื้นที่ที่มีทั้งเขตที่ชนะขาดลอยแบบสุดขีด และเขตที่แข่งขันกันอย่างสูสี ตัวอย่างเช่น ร้อยเอ็ด เขต 3 มีค่า MOV ที่ 88 (แข่งขันต่ำ พรรคไทยรักไทยชนะแบบขาดลอย) ในขณะที่ ร้อยเอ็ด เขต 1 มีค่า MOV ที่ 7 (แข่งขันสูสี พรรคชาติไทยชนะ) โดยการเลือกตั้งครั้งถัดมาในปี 2554 ระดับความเข้มข้นของการแข่งขันยังอยู่ในรูปแบบเดิมคืออัตราส่วนของ ‘ผู้ชนะมีคะแนนทิ้งห่างผู้ที่ได้ลำดับสองสูง’ มีจำนวนมาก หากแต่การกระจายตัวของของค่า MOV เริ่มแคบลง สะท้อนถึงชัยชนะที่เด็ดขาดมากขึ้นของพรรคเพื่อไทย ในปีนี้เอง พรรคเพื่อไทยกวาดแลนด์สไลด์ 40 ที่นั่งจาก 41 ที่นั่ง โดย 1 ที่นั่งดังกล่าวแพ้ให้กับพรรคภูมิใจไทย
  • นับแต่การเลือกตั้งปี 2562 จนถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2569 การแข่งขันกลับมาสูสีและมีแบบแผนของระดับความเข้มข้นที่คงที่ มีเพียงแค่ ‘หน้าตาของผู้ชนะ’ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ
    • ปี 2562 เพื่อไทยครองที่นั่งสูงสุด 33 ที่นั่งจาก 38 ที่นั่ง
    • ปี 2566 เพื่อไทยครองที่นั่งสูงสุด 24 ที่นั่งจาก 43 ที่นั่ง
    • ปี 2569 ภูมิใจไทยครองที่นั่งสูงสุด 17 ที่นั่งจาก 43 ที่นั่ง

อีสานใต้ (ล่าง) พื้นที่บริเวณที่ราบสูงโคราชตอนล่าง ติดชายแดนกัมพูชา ประกอบด้วยจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ

  • ภาคอีสานใต้มีพลวัตของระดับความเข้มข้นของการแข่งขันที่แตกต่างไปจากพื้นที่อื่น โดยมีผู้ชนะมาจากหลากหลายพรรคการเมืองตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2544
  • ในการเลือกตั้งปี 2554 ขณะที่พื้นที่อื่นของภาคอีสานมีอัตราการแข่งขันที่ค่อนข้างต่ำ (ค่ากลาง MOV ที่สูงมากกว่า 35) สนามเลือกตั้งในภาคอีสานใต้กลับมีอัตราการแข่งขันสูง (ค่ากลาง MOV 14)
  • ในการเลือกตั้งปี 2569 พื้นที่อีสานใต้มีการอัตราการแข่งขันที่ต่ำที่สุดในภูมิภาค โดยเฉพาะบุรีรัมย์ ค่ากลาง MOV ของจังหวัดที่ 57 ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ชนะกันทิ้งห่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของจังหวัดตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา สะท้อนความเข้มแข็งของตระกูลชิดชอบแห่งพรรคภูมิใจไทยในจังหวัดบุรีรัมย์ที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด โดยค่ากลาง MOV ของจังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากการเลือกตั้ง 2562 ที่ 19 และ 2566 ที่ 21

ภาคเหนือ: จากชนะขาดสู่สูสี ก่อนกลับมาทิ้งห่างอีกครั้ง

ภาคเหนือมีพลวัตความเข้มข้นของการแข่งขัน สส. เขตที่คล้ายคลึงกับภาคอีสาน ในการเลือกตั้งปี 2544 การแข่งขันในภาคเหนือยังคงสูสี โดยมีค่ากลาง MOV อยู่ที่ 15 แม้ว่าพรรคไทยรักไทยได้ที่นั่งสูงสุด (ชนะ 56 ที่นั่งจาก 78 ที่นั่ง) แต่ 1 ใน 3 ของเขตเลือกตั้งในภาคเหนือในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ชนะมีคะแนนที่ไม่ได้ทิ้งห่างคู่แข่งมาก โดยพรรคประชาธิปัตย์ครองที่นั่ง สส. เขตเป็นอันดับสอง (ชนะ 15 ที่นั่ง)

ในการเลือกตั้งปี 2548 ความดุเดือดของสนามเลือกตั้ง สส. เขตในภาคเหนือเริ่มทุเลาลง ค่ากลาง MOV ระดับภาคเพิ่มสูงขึ้นที่ 29 พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งด้วย 72 ที่นั่งจากทั้งหมด 78 ที่นั่ง โดยสามารถรักษาที่นั่งเดิมในเขตที่เคยชนะได้ทั้งหมด 100% และ 80% มีค่า MOV ที่สูงขึ้น สะท้อนการแข่งขันที่ทิ้งห่างคู่แข่งมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์สูญเสีย 10 ที่นั่งให้พรรคไทยรักไทย โดยใน 10 เขตเลือกตั้งนี้ มีเพียงแค่ 3 เขตเลือกตั้งที่ผลคะแนนออกมาสูสี (ค่า MOV ไม่เกิน 10) สะท้อนความนิยมที่สูงขึ้นอย่างสุดขีดของ สส. เขตที่มาจากพรรคไทยรักไทย

อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งครั้งถัดมาในปี 2554 แม้พรรคเพื่อไทยที่สืบทอดฐานเสียงจากพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนจะยังสามารถครองที่นั่ง สส. เขต ในภาคเหนือได้มากที่สุด (49 ที่นั่งจาก 69 ที่นั่ง) แต่ค่ากลาง MOV ระดับภาคได้ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 21 จนเหลือเพียง 10 ในปี 2562 และ 11 ในปี 2566 สะท้อนการแข่งขันที่กลับมาสูสีมากขึ้นในระดับภูมิภาค

และเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่น ๆ ส่วนใหญ่ของประเทศ (ยกเว้นภาคใต้) ที่ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2569 ค่ากลาง MOV ของภาคเพิ่มขึ้น โดยภาคเหนือมีค่ากลาง MOV ที่ 18

จังหวัดที่การแข่งขันเปลี่ยนจาก ‘คะแนนไล่เลี่ยกัน’ ในปี 2566 เป็น ‘ผู้ชนะนำห่างชัดเจน’ ในปี 2569 เช่น

จังหวัดค่ากลาง MOV ปี 2566ค่ากลาง MOV ปี 2569ส่วนต่าง
พะเยา124735
เพชรบูรณ์133724
อุทัยธานี345824
นครสวรรค์82820
พิจิตร143218
สุโขทัย122715
เชียงใหม่42117

ข้อสังเกตในกรณี 5 จังหวัดแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างคะแนนของผู้ชนะอันดับหนึ่งและสองมากที่สุด เป็นจังหวัดที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรคกล้าธรรม (พะเยา) และพรรคภูมิใจไทย (เพชรบูรณ์ อุทัยธานี นครสวรรค์ และพิจิตร ซึ่งทั้งหมดอยู่ในโซนภาคเหนือตอนล่าง) สะท้อนความเข้มแข็งของฐานเสียงในพื้นที่ของผู้สมัครทั้ง 2 พรรค ซึ่งมีทั้งผู้สมัครหน้าเดิมในพรรคเดิม (เช่น ตระกูลไทยเศรษฐ์ พรรคภูมิใจไทย ในจังหวัดอุทัยธานี) และผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคการเมืองอื่น ได้แก่

ผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งเขตเลือกตั้งพรรคที่สังกัด 2566พรรคที่สังกัด 2569
นายสัญญา นิลสุพรรณนครสวรรค์-3รวมไทยสร้างชาติกล้าธรรม
นายประสาท ตันประเสริฐนครสวรรค์-6ชาติพัฒนากล้าภูมิใจไทย
นายอนุรัตน์ ตันบรรจงพะเยา-2พลังประชารัฐกล้าธรรม
นายจีรเดช ศรีวิราชพะเยา-3พลังประชารัฐกล้าธรรม
นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์เพชรบูรณ์-1พลังประชารัฐภูมิใจไทย
นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์เพชรบูรณ์-3พลังประชารัฐภูมิใจไทย
นายวรโชติ สุคนธ์ขจรเพชรบูรณ์-4พลังประชารัฐภูมิใจไทย
นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์เพชรบูรณ์-5พลังประชารัฐภูมิใจไทย
นายอัคร ทองใจสดเพชรบูรณ์-6พลังประชารัฐภูมิใจไทย


ในระบบเลือกตั้งที่ให้ความสำคัญกับการแข่งขัน สส. เขตผ่านรูปแบบ First-past-the-post ค่า MOV จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวชี้วัดความห่างของคะแนน แต่ยังสะท้อนความเข้มข้นของการแข่งขันในเชิงโครงสร้างของระบบการเมืองด้วย ในระบบที่การชนะเพียงคะแนนเดียวสามารถเปลี่ยนเป็นที่นั่ง สส. ได้ทันที พรรคการเมืองจึงมีแรงจูงใจสูงในการทุ่มทรัพยากรเพื่อช่วงชิงชัยชนะในระดับเขต ผ่านการสร้างความนิยมในตัวผู้สมัคร หรือดึงผู้สมัครที่มีความนิยมในพื้นที่เข้าสังกัดพรรค ซึ่งมักเกิดขึ้นให้เห็นผ่านการยุบรวมพรรคขนาดเล็กหรือการย้ายสังกัดพรรค

การวิเคราะห์ค่า MOV ควบคู่ไปกับโครงสร้างของระบบเลือกตั้งและพลวัตของการแข่งขัน ไม่เพียงช่วยให้เข้าใจว่า ‘ใครชนะ’ แต่ยังช่วยอธิบายว่า ‘การแข่งขันเป็นอย่างไร’ และ ‘ส่งผลต่อคุณภาพของระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างไร’ ซึ่งเป็นมิติสำคัญต่อการทำความเข้าใจพัฒนาการของการเมืองไทยในระยะยาว

การสำรวจค่า MOV ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเลือกตั้งปี 2544 ถึงการเลือกตั้งปี 2569 ในภาพรวมทั้งประเทศและในแต่ละภูมิภาค จึงช่วยส่องสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของสนามการแข่งขัน และภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไปของความเข้มแข็งและฐานเสียงของแต่ละพรรคการเมือง นอกจากนั้น ผู้อ่านที่สนใจยังสามารถเจาะลึกไปที่สถานการณ์ในแต่ละจังหวัด ซึ่งหวังว่าฐานข้อมูลทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจนำไปวิเคราะห์ต่อยอดเพื่ออธิบายพัฒนาการของการเมืองไทยต่อไปในอนาคต

สำรวจค่า MOV ของแต่ละจังหวัด

กดเลือกจังหวัดที่ต้องการค้นหา


อ้างอิง

  • ข้อมูลผลการเลือกตั้ง สส. เขตในปี 2544 จากไฟล์เอกสาร ข้อมูล สถิติ และผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2544 โดย กกต.
  • ข้อมูลผลการเลือกตั้ง สส. เขตในปี 2548, 2554, 2562 และ 2566 โดยเว็บไซต์ กกต.
  • ข้อมูลผลการเลือกตั้ง สส. เขตปี 2569 ใช้ข้อมูลจากผลการแปลงแบบ สส. 6/1 ที่ กกต. เผยแพร่เป็น PDF ให้อยู่ในรูปแบบ JSON โดย นายชานนท์ เงินทองดี จากคลังข้อมูล election-69-OCR-result ซึ่งดาวน์โหลดและวิเคราะห์ข้อมูลเมื่อ 31 มีนาคม 2569
  • บทความ WeVis ย้อนดูพัฒนาการระบบเลือกตั้งของไทย “พรรคเล็กใหญ่ ใครได้ใครเสีย”
  • Morlino, Leonardo, Björn Dressel, and Riccardo Pelizzo. 2011. “The Quality of Democracy in Asia-Pacific: Issues and Findings.” International Political Science Review 32 (5): 491–511.
  • Dahl, Robert 1971. Polyarchy: Participation and Opposition. New Haven, CT: Yale University Press.
  • Przeworski, Adam, Michael E. Alvarez, Jos´e Antonio Cheibub and Fernando Limongi. 2000. Democracy and Development. Political Institutions and Well-Being in the World, 1950–1990. Cambridge: Cambridge University Press.
  • Reynolds, Andrew, Benjamin Reilly, and Andrew Ellis. 2005. Electoral System Design: The New International IDEA Handbook. Stockholm: International Institute for Democracy and Electoral Assistance.