มกราคม 2569 กลายเป็นหลักไมล์สำคัญเมื่อประเทศไทยได้รับการประกาศเป็นสมาชิก โครงการความร่วมมือรัฐบาลเปิด (Open Government Partnership: OGP) อย่างเป็นทางการ แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทพิสูจน์ที่แท้จริง เพราะหัวใจของการเป็นสมาชิกไม่ใช่เพียงชื่อเสียงระดับสากล แต่คือการจัดทำ แผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan: NAP) ผ่านกระบวนการ ‘ร่วมสร้างสรรค์’ (Co-Creation) ที่รัฐบาลและภาคประชาชนต้องมานั่งคุยกัน เพื่อกำหนดพันธสัญญาที่จะเปลี่ยนโครงสร้างรัฐให้โปร่งใส

ท่ามกลางคำถามว่ากระบวนการนี้จะเป็น ‘ความหวัง’ หรือเป็นเพียง ‘ตรายาง’ ชุดใหม่ของรัฐไทย (อ่านบทวิเคราะห์เจาะลึกได้ที่: OGP Thailand: ความหวังของรัฐโปร่งใส หรือแค่ ‘ตรายาง’ ชุดใหม่ของรัฐไทย? ) WeVis จึงขอเสนอ ‘3 เสาหลัก’ เพื่อผลักดันการปฏิรูปรัฐไทย ผ่านแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) ได้แก่ 1) ปฏิรูปกฎหมายข้อมูลข่าวสาร 2) สร้างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีที่ประชาชนร่วมออกแบบได้ และ 3) เชื่อมโยงข้อมูลงบประมาณตลอดทั้งวงจร
แผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) มีเรื่องอะไรได้บ้าง?

ตามหลักการของ OGP ประเทศไทยสามารถเลือกประเด็นเหล่านี้มาจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) ได้หลากหลายด้าน เช่น
- การต่อต้านการทุจริต (anti-corruption): มุ่งแก้ ‘ทุจริตเชิงโครงสร้าง’ ผ่านการเปิดเผยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส และบัญชีทรัพย์สินเจ้าหน้าที่
- การเปิดพื้นที่พลเมือง (Civic Space): คุ้มครองสิทธิพื้นฐาน เช่น เสรีภาพการชุมนุม การรวมกลุ่ม การแสดงออก และเสรีภาพสื่อ เพื่อให้ตรวจสอบรัฐได้อย่างปลอดภัย
- สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Climate & Environment): เปิดเผยข้อมูลมลพิษและผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพิ่มธรรมาภิบาลการใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานยั่งยืน
- ธรรมาภิบาลดิจิทัล (Digital Governance): ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรวมถึง AI เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ควบคู่การรับมือข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือนบนออนไลน์
- การเปิดเผยข้อมูลทางการคลัง (Fiscal Openness): เปิดข้อมูลการคลังและงบประมาณให้ติดตามได้ พร้อมออกแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดและตรวจสอบการใช้จ่าย
- การมีส่วนร่วมของทุกกลุ่ม (Inclusion): ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ เปิดพื้นที่ให้เยาวชน และรับฟังเสียงกลุ่มเปราะบาง/ชนกลุ่มน้อยอย่างเป็นระบบ
- ความยุติธรรม (Justice): ทำให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียม เป็นกลาง และตรวจสอบได้ ทั้งในระบบทางการและไม่เป็นทางการ
- การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation): สร้างกลไกรับฟังและตอบสนองความเห็นต่อการตัดสินใจของรัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การบริหารมีประสิทธิภาพและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
- สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล (Right to Information): ผลักดันให้รัฐเปิดเผยข้อมูลเชิงรุก และให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
ซึ่งแต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมด แต่สามารถเลือกตั้งเป้าตามสิ่งที่ระบุว่าเป็นเรื่องสำคัญร่วมกันในกระบวนการร่วมสร้างสรรค์ (Co-Creation) ได้
โดยการทำแผนปฏิบัติการที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ ควรระบุให้ชัดว่า ‘แก้ปัญหาอะไร’ ‘สถานะปัจจุบันคืออะไร’ และ ‘อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบไหน’ โดยควรอธิบาย ปัญหาที่ต้องแก้ไข ให้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าแค่ประเด็นธุรการ ระบุ สถานะปัจจุบัน ให้เห็นสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนั้นและเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนแปลง และชี้ การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวัง โดยมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป้าหมาย มากกว่าแค่ผลผลิตขั้นกลาง
ข้อเสนอของ WeVis ต่อแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) ของ OGP Thailand

WeVis ในฐานะภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Right to Information) การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) และการเปิดเผยข้อมูลทางการคลัง (Fiscal Openness) มาอย่างต่อเนื่อง ได้จัดทำข้อเสนอเพื่อสร้างความร่วมมือที่จริงจังระหว่างภาครัฐและประชาชน ด้วยความหวังที่จะได้นั่งโต๊ะพูดคุยและทำงานกับหน่วยงานรัฐ
1. การปฏิรูปสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Right to Information)

- ปัญหาที่ต้องแก้ไข: วัฒนธรรมการทำงานแบบ ‘ปกปิดเป็นหลัก’ และกฎหมาย/กระบวนการที่ล้าสมัย ทำให้การขอข้อมูลมีต้นทุนสูง ตรวจสอบรัฐได้ยากและล่าช้า จนเอื้อต่อการทุจริต
- สถานะปัจจุบัน: พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ ให้อำนาจดุลพินิจเจ้าหน้าที่สูง เปิดเผยข้อมูลแบบกระจัดกระจายและยังไม่เป็นดิจิทัล กระบวนการอุทธรณ์ผ่านคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) ใช้เวลานาน และแทบไม่มีบทลงโทษเมื่อจงใจปกปิด
- การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวัง: เปลี่ยนจาก ‘ร้องขอเป็นหลัก’ สู่ ‘เปิดเผยเชิงรุก’ ลดดุลพินิจ เพิ่มความรับผิดชอบ และมีบทลงโทษทางปกครองที่ใช้ได้จริง
ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ
1. ยึดหลักการ ‘เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น’ (Open by Default)
- ปรับแก้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ ให้รัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลเชิงรุก (Proactive Disclosure) โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องเผยแพร่ข้อมูลสาธารณะโดยอัตโนมัติเป็นค่าเริ่มต้น (Open by Default) ลดการพึ่งพากระบวนการ ‘ยื่นคำขอ’ ของประชาชน
- กำหนด ‘บัญชีข้อมูลที่ห้ามเปิดเผย’ (Negative List) ของแต่ละหน่วยงานตามจำเป็นและแคบที่สุด โดยระบุประเภทข้อมูลต้องห้ามให้ชัดเจนตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน (Necessity & Proportionality) และกำหนดหลักว่า ข้อมูลที่ไม่อยู่ในบัญชีต้องเปิดเผยได้ทันที โดยไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม
- บังคับใช้ ‘หลักการประโยชน์สาธารณะ’ (Public Interest Test) ในกรณีที่มีข้อถกเถียงเรื่องการเปิดเผย เพื่อให้การตัดสินใจยึดหลักว่าประโยชน์สาธารณะต้องมาก่อน โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ความปลอดภัย สุขภาพ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ให้มีน้ำหนักเหนือข้ออ้างความลับของทางราชการ
2. ยึดมาตรฐานสากลสำหรับรูปแบบการเปิดเผยข้อมูล (Universal Open Data Standards)
- ยึดหลัก Open Data Principles โดยให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติตามหลักสำคัญ (อ้างอิง มาตรฐานและหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐในรูปแบบข้อมูลดิจิทัลต่อสาธารณะ ของ สพร. ได้เลย)

3. เชื่อมโยงข้ามหน่วยงาน (Cross-Agency Integration)
- ระบบนิเวศข้อมูลแบบบูรณาการ (Integrated Data Ecosystem): กำหนดเจ้าภาพที่มีอำนาจทั้งด้านการกำกับ/บังคับใช้ (Regulation) และการออกแบบมาตรฐาน–สถาปัตยกรรมข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลพื้นฐานข้ามหน่วยงานให้ใช้ร่วมกันได้ และเปิดเผยสู่สาธารณะ
- พอร์ทัลข้อมูลกลาง (Central Portal): กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบในการพัฒนาช่องทางเดียว สำหรับเข้าถึงข้อมูลรัฐจากทุกหน่วยงาน ลดภาระที่ประชาชนต้องไล่ค้นจากเว็บไซต์รายกระทรวง
4. วางระบบติดตามสถานะและลดภาระประชาชน (Tracking & Appeal)
- ระบบติดตามคำขอข้อมูลข่าวสาร (RTI Tracking System): กำหนดผู้รับผิดชอบพัฒนาระบบออนไลน์ที่ประชาชนสามารถยื่นคำขอข้อมูลข่าวสารและติดตามสถานะได้ว่า ปัจจุบันคำขออยู่ที่ขั้นตอนไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และจะได้รับคำตอบเมื่อใด
- บรรทัดฐานคำวินิจฉัยแบบเปิด (open precedents): รวบรวมคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) ให้เป็นฐานข้อมูลดิจิทัลที่สืบค้นได้ เพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ใช้อ้างอิงเป็นบรรทัดฐานได้ทันที ลดการเริ่มกระบวนการใหม่ซ้ำๆ
5. ปฏิรูปโครงสร้างและอำนาจ
- ความเป็นอิสระ (Independence): ปรับโครงสร้างคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) และคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) ให้เป็นอิสระมากขึ้น ลดสัดส่วนตัวแทนหน่วยงานรัฐ และเพิ่มผู้แทนภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี
- อำนาจบังคับใช้ (Enforcement Power): เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการสามารถสั่งลงโทษทางปกครองหรือทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ที่จงใจประวิงเวลา หรือปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลมีผลในทางปฏิบัติ
2. การสร้างระบบนิเวศการมีส่วนร่วมแบบเปิด (Open Ecosystem)

- ปัญหาที่ต้องแก้ไข: การมีส่วนร่วมมักถูกลดทอนเหลือแค่ ‘รับฟังตามพิธีกรรม’ ข้อเสนอไม่ถูกนำไปใช้จริง และฝ่ายนิติบัญญัติ–ฝ่ายบริหารทำงานแยกส่วน ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายได้ยาก
- สถานะปัจจุบัน: รัฐเปิดข้อมูลเพื่อ ‘ผ่านตัวชี้วัด’ มากกว่าตอบโจทย์ผู้ใช้ ข้อมูลจำนวนมากยังนำไปใช้ต่อไม่ได้ และขาดช่องทางให้ประชาชนร่วมสร้าง/สะท้อนผลที่ผูกพันต่อการทำงานของหน่วยงาน
- การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวัง: เดินหน้าไปสู่ รัฐสภาเปิด (Open Parliament) และ คณะรัฐมนตรีเปิด (Open Cabinet) ที่เชื่อมการทำงานกัน มีกลไกรับฟังความคิดเห็น และมีระบบ วงจรข้อเสนอ–การตอบสนอง–การลงมือทำ (Feedback-to-Action) ที่กำหนดให้รัฐต้องชี้แจงผ่าน รายงานการตอบสนอง (Response Report)
ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ
1. รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีแบบเปิด (Open Government & Open Cabinet) เสนอให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) และสำนักงาน ก.พ.ร. ปรับกฎ/ระเบียบเพื่อทำคณะรัฐมนตรีเปิด (Open Cabinet) ให้เกิดผลจริง โดยกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องเปิดเผยประเด็นที่จะเสนอเข้า ครม. ล่วงหน้า เปิดช่องทางรับข้อเสนอแบบดิจิทัล และแนบรายงานการตอบสนอง (Response Report) ก่อนส่งต่อเฉพาะประเด็นเชิงนโยบายให้ ครม. ตัดสินใจ
2. รัฐสภาแบบเปิด (Open Parliament) ให้แผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) ของไทยมีบทเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติ โดยให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเข้ามาเป็น ‘เจ้าภาพร่วม’ ในฐานะหน่วยงานอิสระที่สมัครใจเข้าร่วมภาคี ทั้งนี้ หลายประเทศสมาชิก OGP มีบทบัญญัติเรื่องรัฐสภาแบบเปิด (Open Parliament) แยกออกมาต่างหาก โดยได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคจากฝ่ายบริหาร แต่บริหารจัดการโดยฝ่ายนิติบัญญัติเอง
3. การเปิดเผยข้อมูลทางการคลังและการจัดซื้อจัดจ้าง (Fiscal Openness)

- ปัญหาที่ต้องแก้ไข: ข้อมูลการคลังไม่เชื่อมกัน ทำให้ติดตามเส้นทางการใช้เงินภาษียาก ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ว่า งบที่อนุมัติถูกใช้จัดซื้อจัดจ้างอย่างไร ใครชนะ งานเสร็จจริงไหม ส่งผลให้เสี่ยงสูญเสียงบและทุจริต
- สถานะปัจจุบัน: ข้อมูลแผนงบประมาณและรายการเงินประจำปี การประกวดราคา สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง และรายชื่อผู้ชนะ การเบิกจ่ายจริงและความคืบหน้าโครงการ เปิดเผยไม่ครบถ้วนและอยู่คนละระบบ ไม่มีรหัสโครงการกลางเชื่อมกัน จึงวิเคราะห์ความคุ้มค่าและความโปร่งใสภาพรวมได้ยาก
- การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวัง: ใช้มาตรฐานสากลเพื่อเชื่อมข้อมูลทั้งวงจรชีวิตด้วยรหัสโครงการกลาง (Project ID) เดียวกัน เพื่อเห็นความผิดปกติได้ทุกขั้นตั้งแต่ ‘วางแผน–ประมูล–ทำสัญญา–ดำเนินงาน–เบิกจ่าย’ และยกระดับสู่การเฝ้าระวังเชิงป้องกันด้วยข้อมูล
ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ
- เชื่อมโยงข้อมูลแบบครบวงจร (Integrated Fiscal Data Ecosystem)
- การเชื่อมต่อข้ามระบบ (End-to-End Tracking): เชื่อมโยงข้อมูลการเงินต่างๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแผนงบประมาณและรายการเงินประจำปี การประกวดราคา สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง และรายชื่อผู้ชนะ การเบิกจ่ายจริงและความคืบหน้าโครงการ เข้าด้วยกันด้วยรหัสโครงการ (Project ID) เดียว เพื่อให้ติดตามได้ครบวงจร
- นำมาตรฐาน Global Initiative for Fiscal Transparency (GIFT) และ Open Fiscal Data Package (OFDP) มาใช้กับข้อมูลงบประมาณ เพื่อให้รัฐเปิดเผยและเชื่อมโยงข้อมูลทั้ง ‘งบประมาณ’ (Budget) และ ‘การใช้จ่าย’ (Spending) ในรูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้จริง
- นำมาตรฐาน Open Contracting Data Standard (OCDS) มาใช้กับการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้ข้อมูลอยู่ในรูปแบบที่เปรียบเทียบและวิเคราะห์ความคุ้มค่าได้ในระดับสากล
- กลไกการมีส่วนร่วมในวงจรงบประมาณ (Participatory Budgeting): ออกแบบและบังคับใช้กลไกและเครื่องมือรับฟังความเห็นต่อร่างงบประมาณในระดับท้องถิ่นและระดับชาติก่อนที่จะส่งเข้าสภา เพื่อให้งบประมาณสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชน
อย่างไรก็ตาม WeVis เข้าใจดีว่า นี่เป็นเพียงข้อเสนอของภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพียงกลุ่มเดียว ยังต้องมีกระบวนการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับภาคประชาสังคมอื่น ๆ เพิ่มเติม และยังต้องพูดคุยแลกเปลี่ยนกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาความเป็นไปได้ และทลายข้อจำกัดเชิงระบบ ความคาดหวังของเราจึงไม่ใช่ว่าทุกข้อความจะต้องถูกบรรจุในแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) แต่คงเป็นโอกาสดี ที่ทุกข้อความจะอยู่บนพื้นที่แลกเปลี่ยนที่เรียกว่า OGP นี้
บันทึกจากการเข้าร่วม Workshop: เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนต่อทิศทาง OGP Thailand
ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ณ กรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา แม้ WeVis จะไม่ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการในตอนแรก แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะผลักดันวาระ ‘รัฐเปิด’ เราจึงประสานงานกพันธมิตรอย่าง Westminster Foundation for Democracy (WFD) เพื่อขอเข้าร่วมสังเกตการณ์และนำเสนอข้อเสนอที่เตรียมมาอย่างตั้งใจ การได้เห็นประเทศไทยแสดงความทะเยอทะยานที่จะทำพันธสัญญาครอบคลุมถึง 9 ด้านในแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) ก็นับว่าน่าชื่นชม แต่ในขณะเดียวกัน กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่เกิดขึ้นกลับสร้างความกังวลใจให้แก่เราในหลายมิติ
1. ข้อสังเกตต่อกระบวนการ: การสื่อสารทางเดียวและข้อจำกัดของเวลา
ประเด็นที่น่ากังวลประการแรกคือ ลักษณะของกิจกรรมที่ดูจะทำให้การรับฟังความคิดเห็นรวบรัดจนเกินไป กระบวนการส่วนใหญ่เป็นการสื่อสารทางเดียวจากทีมงานสำนักงาน ก.พ.ร. โดยมีช่วงเวลาแลกเปลี่ยนเพียงชั่วโมงเศษ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความซับซ้อนของเนื้อหาทั้ง 9 ด้าน ทำให้เราไม่แน่ใจว่าหน่วยงานเจ้าภาพจะสามารถเก็บรับรายละเอียดและเจตนารมณ์ที่แท้จริงของภาคประชาชนไปพัฒนาแผนต่อได้มากน้อยเพียงใด
2. ช่องว่างเชิงโครงสร้าง: จากการคิดแยกส่วนสู่การทำงานแบบเดิม ๆ
ร่างแผนฯ ที่นำมาเสนอในวงสนทนายังสะท้อนถึงวิถีการทำงานแบบเดิมที่อาจไม่ตอบโจทย์มาตรฐานโลกของ OGP กล่าวคือ วิธีคิดแบบแยกส่วน (issue-based) ซึ่งเน้นการมองโจทย์ว่าในแต่ละประเด็นนโยบายมีภารกิจของหน่วยงานใดที่สอดคล้องอยู่ มากกว่าการมองภาพรวมเพื่อแก้ปัญหาเชิงระบบ ดูว่าควรทำอะไรร่วมกันหรือทำอะไรเพิ่มเติม ผลลัพธ์ที่ได้จึงเสี่ยงที่จะเป็นเพียงการรวบรวมโครงการประจำที่หน่วยงานรัฐทำอยู่แล้วมาบรรจุในแผน และทำงานแบบต่างคนต่างทำ (Silo) โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมหรือนวัตกรรมใหม่ๆ
3. ข้อจำกัดของขอบเขต: เน้นภาพเล็ก ไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง
ผู้เขียนได้เข้าร่วมวงสนทนาในกลุ่ม การต่อต้านการทุจริต (Anti-corruption) ร่างแผนฯ ที่เสนอมามุ่งเน้นเพียง ‘ชุดข้อมูลที่ควรเปิดเผย’ แต่กลับหลีกเลี่ยงการพูดถึงการปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมายอย่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการรับรองสิทธิประชาชนและสร้างกลไกความรับผิดชอบ (Accountability) ของเจ้าหน้าที่รัฐ
อีกหัวข้อที่ถูกพูดถึงในวง คือส่วนของ ความโปร่งใสทางการคลัง (Fiscal Openness) เนื้อหาในร่างแผนฯ กลับถูกจำกัดวงอยู่เพียงแค่ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) เท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง การจัดซื้อจัดจ้างเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวงจรงบประมาณทั้งหมด (Budget Cycle) การละเลยเรื่องงบประมาณในภาพรวม (Consolidated Budget) กระบวนการพิจารณางบประมาณที่เป็นธรรม หรือแม้แต่งบประมาณแบบมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting) ทำให้แผนนี้ขาดพลังในการสร้างความโปร่งใสทางการเงินภาษีที่ประชาชนคาดหวังอย่างแท้จริง
4. ข้อจำกัดของการมีส่วนร่วม: การทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม
นอกจากนี้ หัวใจสำคัญอย่างการ ‘ร่วมออกแบบ’ (co-design) กับประชาชนยังดูเบาบางลงในร่างแผนฯ เพราะรัฐยังเลือกใช้เพียงเครือข่ายเดิมที่มีอยู่ และยังไม่มีภาพชัดเจนว่ากระบวนการทำงานร่วมกับภาคประชาชนที่หลากหลายจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต
WeVis จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันติดตามและเรียกร้องช่องทางการมีส่วนร่วมจาก ก.พ.ร. ตามปฏิทินการทำงาน OGP Thailand หลังจากนี้
- กุมภาพันธ์ 2569: การประชุมเชิงปฏิบัติการตามหัวข้อบทบาทนโยบายและเวทีรับฟังความคิดเห็นระดับภูมิภาค (เชียงใหม่, สงขลา, ขอนแก่น)
- มีนาคม – พฤษภาคม 2569: การลงพื้นที่และสรุปรายละเอียดแผนปฏิบัติการ
- มิถุนายน – กรกฎาคม 2569: การยกร่างพันธสัญญาและการจัดทำ ‘คำชี้แจงอย่างมีเหตุผล’ (Reasoned Response)
- สิงหาคม 2569: เสนอแผนปฏิบัติการต่อคณะกรรมการ และคณะรัฐมนตรี เพื่อส่งให้ OGP ต่อไป

พวกเราขอย้ำว่า OGP จะมีความหมายก็ต่อเมื่อรัฐ ‘เปิด’ ให้โปร่งใสและ ‘เปิด’ ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง WeVis พร้อมและยินดีที่จะเป็นพันธมิตรในการออกแบบพื้นที่และกลไกการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ OGP Thailand ไม่เป็นเพียงมาตรฐานที่สร้างความแคลงใจ แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ประเทศได้จริง

