หลังจากประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก Open Government Partnership (OGP) อย่างเป็นทางการเมื่อมกราคม 2569 ที่ผ่านมา หลายคนอาจเข้าใจผิดว่านี่คือ ‘รางวัลการันตี’ ว่ารัฐไทยโปร่งใสและเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมแล้ว แต่ในความเป็นจริง นี่คือจุดเริ่มต้นของการให้ ‘คำมั่นสัญญา’ ครั้งสำคัญต่อภาคีโลกว่ารัฐไทยจะร่วมมือกับภาคประชาสังคม (Civil Society) เพื่อพัฒนาการบริหารงานแบบเปิดอย่างเป็นรูปธรรม
เรื่องนี้สำคัญกับเราทุกคนแบบปฏิเสธไม่ได้ เพราะ OGP คือเครื่องมือที่จะเปลี่ยนภาษีของเราให้กลายเป็นบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้เราเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น และสร้างหลักประกันว่าสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนจะไม่ถูกปิดกั้น ซึ่งล้วนเป็นนโยบายหลักที่รัฐไทยต้องทำให้เกิดขึ้นจริง
ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในฐานะเจ้าภาพ กำลังเร่งร่างแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan: NAP) เพื่อกำหนดทิศทางในอีก 4 ปีข้างหน้า ว่าจะ ‘เปิด’ อะไร และเปิด ‘แบบไหน’ นี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญว่ากระบวนการนี้จะเป็นพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมได้ร่วมทำงานกับรัฐจริงๆ ผ่านเวทีพหุภาคี (Multi-Stakeholder Forum: MSF) ที่มีมาตรฐานการร่วมสร้างสรรค์ หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่ง ‘ตรายาง (Rubber Stamp)’ ที่มีแต่รัฐเท่านั้นที่เชื่อในมาตรฐานตัวเอง
รู้จัก OGP: เครือข่ายปฏิรูปรัฐระดับโลก
OGP คือความร่วมมือระดับนานาชาติที่รวมตัวกันกว่า 70 ประเทศ 150 หน่วยงานท้องถิ่น และกว่า 1,000 องค์กรภาคประชาสังคม โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อขับเคลื่อนการบริหารงานภาครัฐให้โปร่งใสและตอบโจทย์ประชาชนผ่านการทำงานร่วมกัน
โมเดลการทำงานประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการ:

- หุ้นส่วนที่เท่าเทียม (Partnership on Equal Terms): ปรับรูปแบบความสัมพันธ์ให้รัฐและประชาชนทำงานร่วมกันในฐานะ ‘หุ้นส่วน’ ที่มีสิทธิ์มีเสียงเท่ากันในการกำหนดอนาคตประเทศ
- กรอบการทำงานที่เน้นการปฏิบัติ (Action-Driven Framework): เป็นระบบที่เปลี่ยนความรับผิดชอบให้กลายเป็นการลงมือทำจริง โดยมีกลไกตรวจสอบความรับผิดชอบติดตั้งมาในตัวเพื่อป้องกันไม่ให้แผนงานเป็นเพียงแค่กระดาษ
- แนวทางที่นำโดยประเทศ (Country-Led Approach): แม้จะเป็นมาตรฐานโลก แต่ประเทศสมาชิกแต่ละแห่งคือผู้นำในการกำหนดทิศทางเองว่าเรื่องไหนสำคัญและจำเป็นต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย
- ชุมชนระดับโลก (Global Community of Reformers): การได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระดับโลกที่เชื่อมโยงผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงกว่าพันองค์กรเข้าด้วยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคและวิธีการทำงานใหม่ ๆ มาปรับใช้
หัวใจสำคัญของ OGP: เปลี่ยนรัฐให้เป็นพื้นที่ของทุกคน
หัวใจหลักที่ทำให้ OGP แตกต่างจากการบริหารงานแบบเดิม ๆ ประกอบด้วย 3 เสาหลักที่เน้นการดึงประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ:

1. การร่วมสร้างสรรค์ (Co-creation) – ทำงานร่วมกันในฐานะหุ้นส่วน การร่วมสร้างสรรค์ตามแนวทางของ OGP ไม่ใช่การให้รัฐ ‘ร่างแล้วค่อยประกาศ’ แต่คือการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบระหว่างภาครัฐกับภาคประชาสังคม ตั้งแต่การกำหนดประเด็น ไปจนถึงการติดตามผล
2. เวทีพหุภาคี (Multi-Stakeholder Forum – MSF) – พื้นที่กลางในการตัดสินใจ เวทีพหุภาคีเปรียบเสมือนพื้นที่แห่งความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐและประชาชนได้มานั่งคุยกันอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมเจรจา วางแผน และตัดสินใจในประเด็นสำคัญของประเทศ
3. ความรับผิดรับชอบ (Accountability) – เกราะป้องกันว่าสัญญาต้องเป็นสัญญา คือการทำให้คำมั่นของรัฐใน OGP ไม่จบแค่คำประกาศ แต่ต้องถูกตรวจสอบและรายงานผลอย่างอิสระ ผ่านกลไกอย่าง Independent Reporting Mechanism (IRM) ที่ประเมินทั้งผลลัพธ์และคุณภาพความร่วมมือระหว่างรัฐกับภาคประชาสังคม โดย CSO ร่วมให้ข้อมูล ตรวจสอบทาน และสามารถทำ Shadow Report ได้เมื่อรัฐไม่ทำตามมาตรฐาน เพื่อให้การเปิดรัฐบาลรับผิดรับชอบต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
ข้อกำหนดขั้นต่ำ 5 ข้อที่รัฐไทยต้องปฏิบัติให้ได้ ตามมาตรฐานสากล OGP
เพราะหัวใจของ OGP คือการเปลี่ยนรัฐให้เป็นพื้นที่ของทุกคน มาตรฐานขั้นต่ำ 5 ข้อต่อไปนี้จึงเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐไทยจะปรับวิธีการทำงานได้จริงหรือเป็นแค่พิธีกรรมทางการ
- การสร้างพื้นที่สำหรับเจรจา (Space for Dialogue): รัฐต้องจัดตั้งเวทีพหุภาคี เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการพูดคุยระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม โดยมีข้อกำหนดว่า ‘ต้องประชุมร่วมกันอย่างน้อยทุก 6 เดือน’ และ ‘ต้องเปิดเผยระเบียบปฏิบัติให้สาธารณชนรับทราบชัดเจน’
- การให้ข้อมูลที่เข้าถึงง่ายและทันเวลา (Open & Timely Information): ประชาชนต้องสามารถรับรู้กิจกรรมและความคืบหน้าต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก โดยรัฐ ‘ต้องจัดทำเว็บไซต์สาธารณะที่ระบุแผนปฏิบัติการฉบับล่าสุดเป็นอย่างน้อย’ พร้อมมีคลังข้อมูลออนไลน์ที่ ‘อัปเดตสถานะการร่วมสร้างสรรค์และการดำเนินงานอยู่เสมอ’
- การสร้างโอกาสการมีส่วนร่วมที่ครอบคลุม (Public Participation): รัฐต้องเปิดช่องทางให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงโอกาสในการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง โดย ‘ต้องประกาศกำหนดการและรายละเอียดต่าง ๆ ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนเริ่มกระบวนการ’ รวมถึง ‘ต้องมีกิจกรรมเชิงรุกเพื่อสร้างการรับรู้และมีกลไกรับฟังความคิดเห็นในระยะเวลาที่เหมาะสม’
- การตอบกลับอย่างมีเหตุผล (Reasoned Response): เพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของประชาชนมีความหมาย รัฐต้องสร้างกลไกให้มีการทำคำชี้แจงอย่างมีเหตุผล โดย ‘ต้องบันทึกข้อเสนอแนะและรายงานกลับให้ชัดเจนว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกนำไปพิจารณาอย่างไร หรือมีเหตุผลอย่างไรหากไม่สามารถนำข้อเสนอนั้นมาปรับใช้ได้’
- การมีส่วนร่วมในระดับปฏิบัติการ (Participation in Implementation): ประชาชนต้องไม่ได้มีส่วนร่วมแค่เพียงตอนวางแผน แต่ต้องมีส่วนในการลงมือทำและติดตามผลด้วย โดยรัฐ ‘ต้องจัดประชุมร่วมกับภาคประชาสังคมเพื่อนำเสนอผลการดำเนินงาน’ และ ‘เปิดพื้นที่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์หรือให้ความเห็นต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่’
สถานการณ์รัฐไทย ในสายตาภาคประชาสังคม

WeVis ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนเรื่องรัฐแบบเปิด (Open Government) มาอย่างต่อเนื่อง ได้พยายามติดตามการทำงานของ ก.พ.ร. ในฐานะเจ้าภาพ OGP Thailand อย่างใกล้ชิด และได้พูดคุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ในฐานะหนึ่งในภาคประชาสังคมที่ต้องการมีส่วนร่วมในกระบวนการ ขอแสดงความกังวลในกระบวนการของ OGP Thailand ดังต่อไปนี้
เนื่องจากตามไทม์ไลน์ที่ ก.พ.ร. ชี้แจงต่อ OGP และประกาศไว้ ประเทศไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนสำคัญ คือการร่วมคิดและวางแผน (Co-creation) เพื่อร่างแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) แต่จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด (3 เมษายน 2569) ผ่านช่องทางสื่อสารหลักของรัฐบาลเกี่ยวกับ OGP Thailand ตามข้อกำหนดขั้นต่ำ 5 ข้อหลัก ที่รัฐไทยต้องปฏิบัติให้ได้ พบว่า
- การสร้างพื้นที่สำหรับเจรจา (Space for Dialogue) แม้สำนักงาน ก.พ.ร. จะเริ่มจัดตั้งกลไกพหุภาคีและจัดเวิร์กช็อปรับฟังความเห็นในช่วงต้นปี 2569 แล้ว แต่ยังต้องจับตาเรื่อง ‘ความสม่ำเสมอ’ และ ‘กติกาที่ชัดเจน’ ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ขั้นต่ำของ OGP ที่กำหนดให้มีการประชุมร่วมรัฐ–ภาคประชาสังคมอย่างน้อยทุก 6 เดือน เว็บไซต์ https://www.opengovernment.go.th/?lang=us ที่ตอนนี้ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการจัดตั้งเวทีพหุภาคีเลย จึงควรเผยแพร่ตารางการประชุมล่วงหน้าตลอดทั้งปี พร้อม ‘ระเบียบการมีส่วนร่วม (Rules of Participation)’ ที่อ่านเข้าใจง่ายและตรวจสอบได้ว่าใครเข้าร่วมได้อย่างไร มีขั้นตอนการคัดเลือกตัวแทนแบบไหน และมีช่องทางเสนอประเด็นหรือข้อกังวลก่อนเข้าประชุมหรือไม่
- การให้ข้อมูลที่เข้าถึงง่ายและทันเวลา (Open & Timely Information) ปัจจุบันรัฐไทยทำได้ดีในระดับ ‘การประกาศข้อมูลพื้นฐาน’ เช่น ไทม์ไลน์การจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) แต่ยังไม่ตอบโจทย์ ‘การเข้าถึงข้อมูลที่อัปเดต’ และ ‘การรวมศูนย์ข้อมูล’ ตามมาตรฐาน OGP เพราะข้อมูลความคืบหน้ากระจัดกระจายอยู่ตามโพสต์โซเชียลมีเดียและสื่อหลายช่องทาง OGP Thailand จะทำได้ตรงมาตรฐานขั้นต่ำมากขึ้นกว่านี้ ถ้ามีหน้าเว็บหรือคลังข้อมูลกลาง (Online Repository) ที่รวบรวมเอกสารสำคัญในรอบการร่วมสร้างสรรค์ทั้งหมด เช่น วาระการประชุม บันทึกการประชุม รายชื่อผู้เข้าร่วม ชุดข้อเสนอจากสาธารณะ ฉบับร่างแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) แต่ละเวอร์ชัน และสถานะล่าสุดของแต่ละประเด็น เพื่อให้ประชาชนติดตามได้โดยไม่ต้องไล่หาโพสต์ย้อนหลัง
- การสร้างโอกาสการมีส่วนร่วมที่ครอบคลุม (Public Participation) แม้มีการรับฟังความเห็นในภูมิภาค เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ และสงขลา แต่ยังมีปัญหาเรื่องการสื่อสารที่ไม่ทั่วถึงและประกาศกระชั้นชิด ซึ่งขัดกับเกณฑ์ที่ควรประกาศรายละเอียดล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และต้องมีมาตรการเชิงรุกให้ ‘คนที่เข้าไม่ถึงเวที’ มีโอกาสมีส่วนร่วมได้จริง OGP Thailand ควรประกาศกำหนดการและข้อมูลประกอบการหารือล่วงหน้าให้เพียงพอ รวมถึงเพิ่มช่องทางออนไลน์สำหรับส่งข้อเสนอ (พร้อมคำถามชี้นำที่ชัดเจน) และการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มเยาวชน คนพิการ คนทำงาน และกลุ่มเปราะบางที่เดินทางไม่ได้ เพื่อให้การมีส่วนร่วมครอบคลุมมากกว่าผู้เข้าร่วมในห้องประชุม
- การตอบกลับอย่างมีเหตุผล (Reasoned Response) จุดเปราะบางที่สุดในตอนนี้คือการยังไม่เห็น ‘หลักฐานการรายงานกลับ’ ต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบว่าข้อเสนอจากประชาชนถูกนำไปพิจารณาอย่างไร ส่งผลต่อฉบับร่างแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) อย่างไร และเพราะเหตุใดบางข้อเสนอจึงไม่ถูกนำไปใช้ OGP Thailand ควรมีเอกสารสรุปข้อเสนอ (ข้อเสนอหลัก + แหล่งที่มา) และตารางตอบกลับอย่างมีเหตุผล โดยระบุสถานะของข้อเสนอแต่ละข้อว่า ‘รับไปดำเนินการ / รับไปพิจารณาต่อ / ยังไม่รับ’ พร้อมเหตุผล หลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจ หน่วยงานเจ้าภาพ และการปรับแก้ในฉบับร่าง เพื่อปิดวงจรการสื่อสารให้ครบถ้วน
- การมีส่วนร่วมในระดับปฏิบัติการ (Participation in Implementation) แม้ขณะนี้ไทยยังอยู่ในขั้นตอนการร่างแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) แต่ควรเริ่มออกแบบตั้งแต่ตอนนี้ว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงดำเนินการแล้ว ภาคประชาสังคมจะ ‘ร่วมทำ’ และ ‘ร่วมติดตาม’ ได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงรับทราบผลจากรายงานของรัฐฝ่ายเดียว จะมีประโยชน์อย่างมากถ้ามีการกำหนดกลไกให้ CSO และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าไปมีบทบาทในคณะทำงานหรือกลไกติดตามผลของแต่ละพันธสัญญา มีช่องทางให้ความเห็นต่อความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ และมีการเผยแพร่ข้อมูลผลการดำเนินงานที่ตรวจสอบได้ เพื่อทำให้การร่วมสร้างสรรค์ต่อเนื่องไปถึงการลงมือทำจริง
สรุปโดยภาพรวม ณ ตอนนี้ รัฐไทยทำได้ดีในเรื่องพิธีกรรมทางการและไทม์ไลน์ แต่ยังขาดความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจ (Reasoned Response) และการเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัย (Repository) หากรัฐต้องการหลีกเลี่ยงสถานะตรายาง (Rubber Stamp) จะต้องรีบพัฒนาคลังข้อมูลออนไลน์และจัดทำรายงานชี้แจงการรับฟังความคิดเห็นให้เป็นระบบมากกว่าที่เห็นในปัจจุบัน

หลักการและโมเดลการทำงานเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่รัฐเพิ่งเคยได้ยิน แต่ภาครัฐของไทยได้เรียนรู้ รับทราบ และตกลงที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานนี้ผ่านกระบวนการเตรียมความพร้อมกับ OGP มาแล้วหลายครั้ง
สิ่งนี้ทำให้เราในฐานะประชาชนควรมั่นใจได้ว่า ต่อจากนี้รัฐไทยจะต้องออกแบบการทำงานที่ ‘สร้างพื้นที่กลาง’ ให้เราได้เข้าไปเจรจาและวางแผนร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และแม้แต่คนที่ไม่ได้เข้าไปร่วมประชุม ก็ควรจะสามารถรับรู้ความเป็นไปในทุกขั้นตอนได้อย่างสะดวก ข้อมูลต้องครบถ้วน เข้าใจง่าย
