เมื่อคะแนน สส. เขต คุมผลเลือกตั้ง: ย้อนดูการแข่งขันของประชาธิปไตยไทยในช่วง 25 ปี เขตไหนสูสี ? เขตใครชนะขาดลอย ?
บทความร่วมกับ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ
นับแต่ปี 2544 การเมืองไทยได้เปลี่ยนมาใช้ระบบเลือกตั้งแบบคู่ขนานเป็นครั้งแรก คือการเพิ่มระบบ สส. บัญชีรายชื่อควบคู่ไปกับการเลือก สส. เขต จุดเปลี่ยนสำคัญนี้ได้เพิ่มบทบาทและความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ทั้งในเชิงของการผลักดันประเด็นเชิงนโยบายที่สนใจ สร้างแรงจูงใจให้พรรคนำเสนอวิสัยทัศน์ระดับประเทศมากกว่าจำกัดตัวเองที่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และการเป็นต้นสังกัดให้ สส. เขต เพื่อผลักดันวาระตามที่พรรคต้องการได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
แต่ในรายละเอียด การเลือกตั้งกว่า 7 ครั้งในช่วง 25 ปีที่ผ่านมานี้ (โดยไม่นับรวมครั้งที่เป็นโมฆะ) ระบบเลือกตั้งไทยให้น้ำหนักกับสัดส่วนที่นั่ง สส. เขต มากกว่า สส. บัญชีรายชื่อ โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ 80:20 ซึ่งแตกต่างจากแบบแผนสากลที่มักจะกำหนดสัดส่วน สส. ทั้งสองประเภทให้ใกล้เคียงกัน คือ อยู่ที่ 50:50 หรือ 60:40 (Reynolds, Reilly, and Ellis 2005) โดยการเลือกตั้งในปี 2562 ให้สัดส่วนที่นั่ง สส. บัญชีรายชื่อสูงสุด อยู่ที่ 150 คน คิดเป็น 30% ของที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า สส. เขตถึง 2.3 เท่าตัว อีกทั้งการเลือกตั้งในครั้งนั้นเป็นการเลือกตั้งที่ใช้บัตรใบเดียวเลือกทั้ง สส. เขต และนำคะแนนที่ได้ไปรวมเพื่อคำนวณสัดส่วนที่นั่ง สส. บัญชีรายชื่อ ระบบนี้จึงเสมือนเป็นการบังคับเลือกพรรคการเมืองภายในตัว สส. ท้องถิ่นที่มีคะแนนเสียงเหนียวแน่นจึงเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้งในครั้งนั้น
| ปี | จำนวน สส. เขต | จำนวน สส. บัญชีรายชื่อ | รวม | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 2544 | 400 | 100 | 500 | 80:20 |
| 2548 | 400 | 100 | 500 | 80:20 |
| 2549 (โมฆะ) | 400 | 100 | 500 | 80:20 |
| 2550 | 400 | 80 | 480 | 83:17 |
| 2554 | 375 | 125 | 500 | 75:25 |
| 2557 (โมฆะ) | 375 | 125 | 500 | 75:25 |
| 2562 | 350 | 150 | 500 | 70:30 |
| 2566 | 400 | 100 | 500 | 80:20 |
| 2569 | 400 | 100 | 500 | 80:20 |
ระบบเลือกตั้งไทยที่ให้ความสำคัญกับที่นั่ง สส. เขตมากกว่า ในด้านหนึ่งสร้างแรงจูงให้พรรคการเมืองลงทุนกับการแข่งขันในสนามเลือกตั้ง สส. เขต ผ่านการสร้างความนิยมที่ตัวบุคคล เพราะเป็นระบบ First-past-the-post (หรือผู้ชนะได้หมด-ผู้แพ้เสียหมด) แม้ชนะเพียงหนึ่งคะแนนก็ได้ที่นั่งไปครองทันที มากกว่าการสร้างความนิยมต่อพรรคผ่านนโยบายหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่สะท้อนผ่านคะแนนโหวตจากบัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ ในมุมมองนี้ แม้ความนิยมพรรคการเมืองจะสูงแค่ไหน หรือจะชนะที่นั่งบัญชีรายชื่อไปทั้งหมดก็ไม่อาจทำให้พรรคชนะการเลือกตั้งได้ หากไม่ได้รับที่นั่ง สส. เขตในจำนวนที่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาล
การแข่งขันในสนาม สส. เขต นอกเหนือจากจะเป็นตัววัดผลผู้ชนะแล้ว ยังเป็นดัชนีสะท้อนการแข่งขันทางการเมือง (Political Competition) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สนับสนุนคุณภาพของประชาธิปไตย โดยการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม จะสร้างความรับผิดชอบและการตอบสนองของนักการเมืองต่อประชาชน หากขาดการแข่งขันหรือมีการผูกขาดทางการแข่งขัน อำนาจจะกระจุกตัวและนำไปสู่การออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องมากกว่าตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชน (Dahl 1971; Przeworski et al. 2000)
Disclaimer:
บทความชิ้นนี้วิเคราะห์การแข่งขันภายในเขตเลือกตั้งผ่านการคำนวณหาค่า Margin of Victory (MOV) โดยปัดเศษทศนิยมออก จากผลการเลือกตั้งในปี 2544, 2548, 2554, 2562, 2566, และ 2569 โดยละเว้นการวิเคราะห์ข้อมูลผลการเลือกตั้งปี 2550 เนื่องด้วยในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวได้เพิ่มการออกเสียงให้ประชาชนสามารถเลือก สส. เขต ได้ระหว่าง 1-3 คนต่อเขต เพื่อกระจายคะแนนไปยังผู้สมัครหลายคน ทำให้การเลือกตั้ง สส. เขตมีจำนวน สส. ที่ชนะการเลือกตั้งในแต่ละเขตที่ไม่เท่ากัน เช่น ในเขตที่ต้องเลือก สส. 3 คน จะมีผู้ชนะเลือกตั้งทั้งหมด 3 คนคือคนที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดใน 3 อันดับแรก ระบบการเลือกตั้งนี้จึงไม่สามารถใช้วิธีการคำนวณ MOV เหมือนการเลือกตั้งในครั้งอื่น ๆ ได้
อ่านที่มาและข้อจำกัดของข้อมูลผลเลือกตั้ง
- ข้อมูลผลการเลือกตั้ง สส. เขตในปี 2544 มาจากการดึงข้อมูลจากไฟล์เอกสาร ข้อมูล สถิติ และผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2544 โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านเครื่องมือ Gemini 3.1 Pro และตรวจเช็กคุณภาพ พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ทั้งนี้ เอกสารต้นฉบับไม่ปรากฏหน้าผลคะแนนของเขตเลือกตั้งที่ 7, 8 และ 9 ของจังหวัดนครศรีธรรมราช การวิเคราะห์ข้อมูลจึงไม่รวมผลของ 3 เขตเลือกตั้งดังกล่าว
- ข้อมูลผลการเลือกตั้ง สส. เขตในปี 2548, 2554, 2562 และ 2566 มาจากเว็บไซต์ กกต.
- ข้อมูลผลการเลือกตั้ง สส. เขตปี 2569 ใช้ข้อมูลจากผลการแปลงแบบ สส. 6/1 ที่ กกต. เผยแพร่เป็น PDF ให้อยู่ในรูปแบบ JSON โดย นายชานนท์ เงินทองดี จากคลังข้อมูล election-69-OCR-result ซึ่งดาวน์โหลดและวิเคราะห์ข้อมูลเมื่อ 31 มีนาคม 2569
ค่า MOV คืออะไร ใช้วัดอะไรในเกมเลือกตั้ง ?
MOV คือ ‘ส่วนต่างของคะแนนเสียงระหว่างผู้ชนะกับผู้ที่ได้อันดับสอง’ เป็นค่าที่ใช้วัดว่า ‘ชนะห่างกันแค่ไหน’ โดยการคำนวณ MOV สามารถอยู่ในรูปแบบส่วนต่างของคะแนนดิบ หรือสัดส่วนร้อยละ (%) ที่ผู้สมัคร สส. ได้รับ โดยในบทความนี้จะใช้วิธีการคำนวณสัดส่วนร้อยละของคะแนนที่ผู้ลงสมัครได้ต่อคะแนนเลือกตั้งทั้งหมดในเขตเลือกตั้ง จากสูตรคำนวณ
MOV = % คะแนนของ สส. เขต ที่ชนะ – % คะแนนของผู้สมัคร สส. เขต ที่ได้อันดับสอง
ตัวอย่างการคำนวณ MOV จากผลเลือกตั้งในปี 2569
กระบี่ เขตเลือกตั้งที่ 1
- จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งทั้งหมด 90,061 คน
- นายกิตติ กิตติธรกุล (ภูมิใจไทย) ชนะการเลือกตั้งที่ 50,493 เสียง คิดเป็น 56% ของ 90,061 เสียง
- นายธนวัช ภูเก้าล้วน (ประชาชน) ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ที่ 20,554 เสียง คิดเป็น 23% ของ 90,061 เสียง
- ค่า MOV ของกระบี่ เขตเลือกตั้งที่ 1 คือ 56-23= 33
- ยิ่งค่า MOV สูง สะท้อนว่าผู้ชนะ สส. เขต ยิ่งครองสัดส่วนคะแนนมาก มีผลการเลือกตั้งที่ชนะขาดลอย หรือเป็นพื้นที่ที่เป็นฐานเสียง
นครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 3
- จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งทั้งหมด 92,622 คน
- นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ (ประชาชน) ชนะการเลือกตั้งที่ 37,699 เสียง คิดเป็น 41% ของ 92,622 เสียง
- นายสมบัติ กาญจนวัฒนา (เพื่อไทย) ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ที่ 37,400 เสียง คิดเป็น 40% ของ 92,622 เสียง
- ค่า MOV ของนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 3 คือ 41-40= 1
- ค่า MOV ต่ำ สะท้อนว่าการแข่งขันดุเดือด
ในช่วง 25 ปี เลือกตั้ง สส. เขตปี 2562 แข่งกันดุเดือดมากที่สุด
MOV หรือในชื่อเต็ม Margin of victory คือการคำนวณหา ‘ส่วนต่างของสัดส่วนคะแนนเสียงระหว่างผู้ชนะกับผู้ที่ได้อันดับสอง’ ของแต่ละเขตเลือกตั้ง โดยหากเขตเลือกตั้งมีค่า MOV ต่ำหรือใกล้เลข 0 ยิ่งสะท้อนว่าการแข่งขัน สส. เขตสูสีและดุเดือด ในขณะที่ค่า MOV สูงจะสะท้อนการแข่งขันที่ผู้ชนะได้รับชัยชนะอย่างทิ้งห่าง หรือเป็นพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของผู้ชนะ ในระยะยาวอาจสะท้อนว่าการแข่งขันถูกผูกขาดโดยผู้สมัครคนเดิมหรือพรรคการเมืองเดิมได้

ภาพรวมของการแข่งขัน สส. เขต ในการเลือกตั้ง 6 ครั้งระหว่างปี 2544 ถึง 2569 ปรากฏให้เห็นระดับการแข่งขันที่แตกต่างกันจากทิศทางการกระจุกตัวของค่า MOV ในแต่ละเขตเลือกตั้ง และ ‘ค่ากลาง MOV’* หรือค่ามัธยฐานในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง
*ค่ากลาง MOV หรือค่ามัธยฐาน คือค่ากลางที่อยู่ตำแหน่งตรงกลางของข้อมูลทั้งหมดเมื่อเรียงลำดับข้อมูลจากน้อยไปหามากหรือมากไปน้อยแล้ว เป็นค่าที่แบ่งข้อมูลออกเป็นสองข้างเท่า ๆ กัน ข้างละ 50%
ข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งในปี 2544 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้ระบบคู่ขนานที่มีบัตร 2 ใบ การแข่งขันในเขตเลือกตั้งยังเข้มข้นพอสมควร (ค่ากลาง MOV ที่ 17) แต่เมื่อถึงการเลือกตั้งปี 2548 (ค่ากลาง MOV ที่ 31) และ 2554 (ค่ากลาง MOV ที่ 20) สถานการณ์เปลี่ยนเป็นชัยชนะแบบถล่มทลายของพรรคอันดับ 1 อย่างไทยรักไทย (ได้ที่นั่งแบ่งเขต 310 ที่นั่งจาก 400 ที่นั่ง) และเพื่อไทย (ที่ได้นั่งแบ่งเขต 204 ที่นั่งจาก 375 ที่นั่ง) โดยมีคะแนน สส. เขตทิ้งห่างพรรคคู่แข่งอย่างสูงในภาคเหนือและอีสาน ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคอันดับ 2 แม้จะได้ที่นั่งรวม สส. เขตทั้งประเทศค่อนข้างน้อย แต่ได้คะแนนทิ้งห่างคู่แข่งอย่างสูงในภาคใต้ โดยทั้งสองครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่นำไปสู่การเลือกตั้งครั้งถัดไปที่เป็นโมฆะ และเกิดการรัฐประหารในเวลาต่อมา
หลังจากการรัฐประหารในปี 2557 การเลือกตั้งมีขึ้นอีกครั้งในปี 2562 (ค่ากลาง MOV ที่ 10) ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือก สส. เขตและนำคะแนนทั้งหมดไปคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ ฉากภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมทำให้การแข่งขันในสนามเลือกตั้ง สส. เขตเป็นไปอย่างสูสีและดุเดือดมากที่สุด โดยสาเหตุอาจจะมาจากการที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่หลายพรรคที่มีขั้วอุดมการณ์ต่างกัน ทั้งพรรคทหารที่มีแนวทางอนุรักษ์นิยมและพรรคของคนรุ่นใหม่สายก้าวหน้า นอกจากนั้นมีอดีต สส. ย้ายพรรคจำนวนมากหลังจากประเทศว่างเว้นการเลือกตั้งนานถึง 8 ปี ต่อมา ในการเลือกตั้งปี 2566 ได้ลดความเข้มข้นลงเพียงเล็กน้อย (ค่ากลาง MOV ที่ 13)
อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ อัตราการแข่งขัน สส. เขตในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2569 (ค่ากลาง MOV ที่ 18) มีอัตราการแข่งขันที่ดุเดือดน้อยลงเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งสองครั้งก่อนหน้าในปี 2562 และ 2566 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันคือ 2560 โดยการแข่งขันที่ดุเดือดน้อยลงนี้อาจจะมีสาเหตุจากการที่พรรคทหาร (ทั้งพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติ) ลดความนิยมลงจนไม่อยู่ในฐานะพรรคหลักในสนามการแข่งขัน พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กบางพรรคยุติบทบาท (เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา) เปิดทางให้ สส. ย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ รวมถึงปรากฎการณ์ที่ผู้สมัคร สส. เขต ที่มีฐานเสียงเข้มแข็งจากหลายพรรคซึ่งเคยเป็นคู่แข่งกันได้ย้ายไปรวมตัวกันภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย
ความสำเร็จของพรรคการเมืองบางพรรค (ที่โดดเด่นที่สุดคือพรรคภูมิใจไทย) ในการรวมฐานเสียงผ่านการควบรวมนักการเมืองหลายกลุ่มให้เข้ามาสังกัดพรรคการเมืองเดียวกันส่งผลให้การแข่งขันลดลงในหลายเขตเลือกตั้ง และทำให้พรรคสามารถครองพื้นที่ในหลายจังหวัดผ่านเครือข่าย สส. เขตได้อย่างแน่นแฟ้นมากขึ้น
4 ภูมิภาคกับ 6 สนามเลือกตั้ง พลวัตการแข่งขันที่ย้อนกลับ

ตารางสรุปค่ากลาง MOV ของแต่ละภูมิภาค จากการเลือกตั้งปี 2548 ถึง 2569 (ค่ายิ่งน้อย ยิ่งแข่งดุเดือด)
| การเลือกตั้ง | ค่ากลาง MOV ภาพรวมระดับประเทศ | ค่ากลาง MOV ภาคใต้ | ค่ากลาง MOV ภาคกลาง | ค่ากลาง MOVภาคอีสาน | ค่ากลาง MOV ภาคเหนือ |
|---|---|---|---|---|---|
| 2544 | 17.3 | 40.1 | 19.5 | 14.2 | 15.0 |
| 2548 | 31.2 | 37.6 | 24.8 | 39.6 | 29.2 |
| 2554 | 20 | 70.2 | 11.3 | 26.2 | 20.5 |
| 2562 | 10.1 | 11.9 | 6 | 13.6 | 10.3 |
| 2566 | 13.3 | 9.5 | 15.9 | 13.2 | 10.8 |
| 2569 | 17.9 | 12.6 | 21.4 | 17.4 | 17.9 |
ภาคใต้: ชัยชนะที่เด็ดขาด สู่สมรภูมิที่ดุเดือด

สนามเลือกตั้ง สส. เขตในภาคใต้ช่วงทศวรรษ 2540 เป็นพื้นที่แห่งชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ และชัยชนะนี้เด็ดขาดมากขึ้นในการเลือกตั้งปี 2554 ที่มีค่ากลาง MOV พุ่งสูงที่ 70 สะท้อนการผูกขาดพื้นที่โดยพรรคประชาธิปัตย์แทบจะเบ็ดเสร็จ อาจกล่าวได้ว่าแทบไม่มีคู่แข่งที่สูสีในเขตเลือกตั้งใดเลยเพราะในจำนวน 53 เขตเลือกตั้งในปี 2554 พรรคประชาธิปัตย์แลนด์สไลด์กวาดที่นั่งได้ 50 เขตเลือกตั้ง
ในปีดังกล่าวยังมีความผันผวนของค่า MOV สูง คือมีค่า IQR* ที่ 42 ซึ่งเป็นตัวเลข IQR ที่สูงที่สุดตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2544 หมายความว่า ความห่างของคะแนนเสียงในแต่ละเขตมีการกระจายตัวมาก มีทั้งเขตที่ชนะขาดลอย และเขตที่แข่งขันกันสูสีมาก ตัวอย่างเช่น 5 เขตเลือกตั้งที่ยังแข่งกันดุเดือดมาก (มีค่า MOV ต่ำกว่า 5) ล้วนแล้วเป็นเขตเลือกตั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
*Interquartile Range หรือ IQR มาจากการคำนวนส่วนต่างของค่า Q3 และ Q1 ซึ่ง IQR น้อย แปลว่าข้อมูลเกาะกลุ่มกันแน่น ความหลากหลายต่ำ แต่ถ้า IQR มาก แปลว่าข้อมูลกระจายตัวห่างกัน ความหลากหลายสูง
การครองพื้นที่และการผูกขาดคะแนนเสียงลดหายไปในการเลือกตั้งในปี 2562 และ 2566 ค่ากลาง MOV ดิ่งลงเหลือเพียง 12% และ 9% ตามลำดับ โดยค่ากลาง MOV ในปี 2566 เป็นค่าที่ต่ำที่สุดจากทุกภูมิภาค ภาคใต้เปลี่ยนจากพื้นที่ที่การแข่งขันน้อย กลายเป็นสมรภูมิที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุด เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเคยเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมมีความนิยมที่ลดลง เปิดทางให้พรรคการเมืองหลายพรรคเข้ามาแข่งขันในพื้นที่เพื่อแย่งชิงคะแนน ไม่ว่าจะเป็นพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ภูมิใจไทย รวมถึงอนาคตใหม่/ก้าวไกล
จำนวนที่นั่งที่พรรคการเมืองได้รับในการเลือกตั้งแต่ละปี
| พรรคที่ชนะเลือกตั้ง | จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2544 (ที่นั่ง) | จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2548 (ที่นั่ง) | จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2554 (ที่นั่ง) | จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2562 (ที่นั่ง) | จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2566 (ที่นั่ง) | จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2569 (ที่นั่ง) |
|---|---|---|---|---|---|---|
| ประชาธิปัตย์ | 48 | 52 | 50 | 22 | 17 | 9 |
| ความหวังใหม่ | 6 | |||||
| ชาติไทย | 1 | |||||
| ไทยรักไทย | 1 | |||||
| ภูมิใจไทย | 1 | 8 | 12 | 31 | ||
| ชาติไทยพัฒนา | 1 | |||||
| มาตุภูมิ | 1 | |||||
| รวมพลังประชาชาติไทย | 1 | |||||
| พลังประชารัฐ | 13 | 7 | ||||
| ประชาชาติ | 6 | 7 | 4 | |||
| รวมไทยสร้างชาติ | 14 | |||||
| ก้าวไกล | 3 | |||||
| ไทรวมพลัง | 1 | |||||
| ประชาชน | 2 | |||||
| กล้าธรรม | 12 | |||||
| รวม | 54 | 54 | 53 | 50 | 60 | 59 |
การเลือกตั้งในปี 2569 ในเขตเลือกตั้งภาคใต้ ยังถือเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น โดยมีค่ากลาง MOV ต่ำสุดอันดับแรกอยู่ที่ 13
3 จังหวัดในภาคใต้ที่แข่งขัน สส. เขตสูสีมากและน้อยที่สุด จากค่ากลาง MOV ของจังหวัด

| ปีเลือกตั้ง | แข่งขันสูสีมากที่สุด (MOV) | แข่งขันสูสีน้อยที่สุด (MOV) |
| 2544 | 1. สตูล (6) 2. นราธิวาส (8) 3. ปัตตานี (16) | 1. ตรัง (68) 2. สุราษฎร์ธานี (56) 3. พังงา (55) |
| 2548 | 1. สตูล (7) 2. นราธิวาส (19) 3. ยะลา (21) | 1. ตรัง (54) 2. ชุมพร (52) 3. นครศรีธรรมราช (49) |
| 2554 | 1. นราธิวาส (4) 2. ปัตตานี (4) 3. ยะลา (17) | 1. ตรัง (83) 2. พัทลุง (81) 3. สงขลา (79) |
| 2562 | 1. ภูเก็ต (5) 2. กระบี่ (6) 3. นครศรีธรรมราช (7) | 1. สตูล (33) 2. สุราษฎร์ธานี (29) 3. พังงา (20) |
| 2566 | 1. ปัตตานี (5) 2. นราธิวาส (6) 3. ภูเก็ต (7) | 1. สตูล (32) 2. กระบี่ (29) 3. ระนอง (22) |
| 2569 | 1. ภูเก็ต (7) 2. สุราษฎร์ธานี (9) 3. นราธิวาส (9) | 1. ระนอง (54) 2. สตูล (35) 3. กระบี่ (33) |
สตูลเป็นจังหวัดที่ความสูสีในการแข่งขัน สส. เขต ลดน้อยลงเรื่อย ๆ จากพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูงในปี 2544 (ค่ากลาง MOV 6) กลายเป็นพื้นที่ที่การแข่งขันต่ำมากเป็นอันดับสองในการเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งตรงกันข้ามกับภูเก็ตที่ขยับตัวจากพื้นที่ที่มีค่า MOV สูงในการเลือกตั้งปี 2554 (ค่ากลาง MOV 40) ซึ่งสะท้อนการแข่งขันที่ไร้ความดุเดือดสู่พื้นที่ที่ สส. เขต แข่งขันกันอย่างสูสีมากที่สุดในการเลือกตั้งปี 2569 (ค่ากลาง MOV 7) พลวัตการแข่งขัน สส. เขตในภาคใต้ สะท้อนให้เห็นว่าเป็นภูมิภาคที่พรรคการเมืองสามารถกอบโกยผลชัยชนะที่เด็ดขาดได้ อีกทั้งสามารถสูญเสียความนิยมจนนำไปสู่สมรภูมิที่ดุเดือดได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) มีการแข่งขัน สส. เขตในระดับสูสีในลำดับต้น ๆ ของภูมิภาคมาโดยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเลือกตั้งในปี 2562 เป็นต้นมา ซึ่งสะท้อนว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครผูกขาดคะแนนเสียงได้มาโดยตลอด
ภาคกลาง: ใจกลางของการแข่งขันที่หลากหลาย

ในช่วงการเลือกตั้งปี 2548, 2554 และ 2562 เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ภาคกลางมีค่ากลาง MOV ต่ำสุดและลดลงอย่างต่อเนื่อง (ค่ากลาง MOV ที่ประมาณ 25, 11, และ 6 ตามลำดับ) สะท้อนการเป็นภูมิภาคที่มีการแข่งขันในภาพรวมดุเดือดสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในปี 2554 ที่ ราว 46% ของเขตเลือกตั้งในภาคกลางมี ‘ค่า MOV น้อยกว่า 10’ และในปี 2562 ที่ 70% ของเขตเลือกตั้งในภาคกลางมี ‘ค่า MOV น้อยกว่า 10’ และที่นั่งถูกแบ่งกันระหว่างหลายพรรคการเมือง โดยไม่มีพรรคใดผูกขาด
อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งปี 2566 และ 2569 ภาคกลางกลับมีค่ากลาง MOV สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น (ที่ 16 และ 21) ซึ่งทำให้พื้นที่ภาคกลางเป็นพื้นที่ที่การแข่งขันดุเดือดน้อยที่สุดกว่าที่เคยเป็น สาเหตุอาจจะมาจากความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่กรุงเทพฯ และกลุ่มจังหวัดที่ตระกูลเก่าแก่ยังรักษาฐานเสียงที่เข้มแข็งไว้ได้

กรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการพลิกผัน จากพื้นที่ที่แข่งกันดุเดือดมากในปี 2562 สะท้อนจากค่ากลาง MOV ของกรุงเทพฯ ที่ 4 กลายมาเป็นพื้นที่ที่มีค่า MOV สูงลิ่วที่ 22 ในปี 2566 และแตะ 30 ในปี 2569 สะท้อนการรวมตัวของฐานเสียงเขตเมืองไปยังพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน
จังหวัดที่มีส่วนต่างของคะแนนห่างกันสูงและมีค่ากลาง MOV ของจังหวัดที่สูงกว่าภาค โดยผู้ชนะมักจะชนะขาดลอยในทุกการเลือกตั้งในช่วง 25 ปี ประกอบด้วย
- สระแก้ว ค่ากลาง MOV ของจังหวัดต่ำสุดที่ 20 ในปี 2566 และสูงสุดที่ 79 ในปี 2548
- สุพรรณบุรี ค่ากลาง MOV ของจังหวัดต่ำสุดที่ 20 ในปี 2554 และสูงสุดที่ 71 ในปี 2544
- ทั้งสองจังหวัดมีรูปแบบการแข่งขันที่คล้ายคลึงกันคือ แม้ในปีที่การแข่งขันจะดุเดือดมากที่สุดในเชิงตัวเลข แต่ผู้ชนะก็ยังมีคะแนนนำผู้ที่ได้ลำดับสองอย่างน้อย 20% จุดร่วมของทั้งสองจังหวัดคือ มีตระกูลการเมืองเก่าที่มีความเข้มแข็งยาวนานในพื้นที่ คือ ตระกูลศิลปอาชาในสุพรรณบุรี และตระกูลเทียนทองในสระแก้ว
จังหวัดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น
- ชลบุรีมี ‘ค่ากลาง MOV ของจังหวัดน้อยกว่า 10’ ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2554 เป็นต้นมา สะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้นในทุก ๆ ปี โดยจะมีเพียงแค่บางเขตเลือกตั้งเท่านั้นที่ผู้ชนะได้คะแนนแบบแลนด์สไลด์ ตัวอย่างเช่น ในการเลือกตั้งปี 2569 ที่ ชลบุรีเขต 4 มีค่า MOV ที่ 27 และเขต 5 ที่มีค่า MOV ที่ 30
ภาคอีสาน: โฉมหน้าใหม่ของผู้ชนะแลนด์สไลด์ ?

เลือกตั้งปี 2544 พรรคไทยรักไทยชนะและได้ครองที่นั่ง สส. เขตในภาคอีสานมากเป็นอันดับหนึ่งที่ 75 ที่นั่ง อย่างไรก็ดี ข้อมูลการแข่งขันในปีนี้ชี้ให้เห็นว่าสนามเลือกตั้งในภาคอีสานยังแข่งขันสูง (ค่ากลาง MOV ที่ 14) สะท้อนว่าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวของไทยรักไทยจึงยังไม่ใช่ผลชนะที่ขาดลอยเพราะด้วยผลคะแนนที่ไม่ทิ้งห่างจากผู้ที่ได้ลำดับสอง และยังมีหลายพรรคที่ครองที่นั่งในหลายจังหวัด จนกระทั่งในการเลือกตั้งปี 2548 สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป ภาคอีสานมีค่ากลาง MOV สูงในลักษณะเดียวกับภาคใต้ และสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นที่ 40 พร้อมกับการกระจายตัวของค่า MOV ที่กว้างมาก ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าพรรคการเมืองใหญ่อย่างไทยรักไทยเริ่มชนะในหลายเขตด้วยคะแนนทิ้งห่างอย่างขาดลอยจนคู่แข่งไม่สามารถตามทัน และกลายเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมสูงสุดในอีสาน (หมายเหตุ: หลังการเลือกตั้ง 2544 พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กหลายพรรคที่มีฐานเสียงในภาคอีสาน ได้แก่ ความหวังใหม่ ชาติพัฒนา และเสรีธรรม ได้ตัดสินใจยุบรวมกับพรรคไทยรักไทย)
| พรรคที่ชนะเลือกตั้ง | จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2544 | จำนวนเขตที่ชนะเลือกตั้งในปี 2548 |
|---|---|---|
| ไทยรักไทย | 75 | 126 |
| ชาติไทย | 11 | 6 |
| ประชาธิปัตย์ | 5 | 2 |
| มหาชน | 2 | |
| ความหวังใหม่ | 18 | |
| ชาติพัฒนา | 15 | |
| เสรีธรรม | 13 | |
| กิจสังคม | 1 | |
| รวม | 138 | 136 |
อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งต่อมา ในปี 2554 และ 2562 ช่องว่างคะแนนที่ห่างมากนี้ค่อย ๆ หดแคบลงจนถึงปี 2566 ค่ากลาง MOV ลดลงเหลือเพียง 13 พิสูจน์ให้เห็นว่าฐานเสียงที่เคยมั่นคงก็สามารถถูกท้าทายได้ การแข่งขันในสนามเลือกตั้ง สส. เขตของภาคอีสานจึงเข้มข้นขึ้น
ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ส่วนต่างของคะแนนเลือกตั้งสูงขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 17 การแข่งขันในภาคอีสานเริ่มขยายตัว โดยในบางพื้นที่ยังคงมีการแข่งขันที่สูสี ในขณะที่บางพื้นที่บางพรรคการเมืองได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย
หากแบ่งภาคอีสานออกเป็นกลุ่มพื้นที่ จะพบข้อสังเกตที่น่าสนใจดังนี้

อีสานเหนือ พื้นที่ติดแม่น้ำโขงและชายแดนลาว ประกอบด้วยจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม
- การเลือกตั้งในปี 2548 และ 2554 พื้นที่อีสานเหนือมีค่ากลาง MOV สูงที่สุดเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นในภาคอีสาน (49 และ 41 ตามลำดับ) และผู้ชนะของทุกเขตมาจากพรรคไทยรักไทย (2548) และเพื่อไทย (2554) ขณะที่พื้นที่อื่นยังมีพรรคการเมืองอื่นชนะเลือกตั้งอยู่ จึงสะท้อนให้เห็นว่าพรรคไทยรักไทย/เพื่อไทยครองคะแนนเสียงในอีสานเหนือได้อย่างเบ็ดเสร็จและทิ้งห่างคู่แข่งจากพรรคอื่น
- ในการเลือกตั้งปี 2550 ด้วยระบบเลือกตั้งที่กำหนดให้ 1 เขตมีผู้ชนะได้ 1-3 คน ผู้ที่ได้คะแนนลำดับที่ 1 ของพื้นที่อีสานเหนือล้วนมาจากพรรคพลังประชาชนที่สืบทอดฐานเสียงจากพรรคไทยรักไทย
- อย่างไรก็ดี การแข่งขันกลับมาทวีความดุเดือดมากขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 เป็นต้นมา และกลายเป็นพื้นที่ที่แข่งขันกันดุเดือดมากที่สุดในการเลือกตั้งปี 2569 ทั้งนี้ พรรคไทยรักไทย/เพื่อไทยค่อย ๆ สูญเสียที่นั่งให้แก่พรรคการเมืองอื่น ได้แก่
- เสีย 2 ที่นั่งให้กับพรรค ภูมิใจไทย ในปี 2562
- เสียให้พรรคก้าวไกล ภูมิใจไทย ไทยสร้างไทย ประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐ รวม 11 ที่นั่งในปี 2566
- เสียให้พรรคกล้าธรรม ประชาชน พลังประชารัฐ และภูมิใจไทย รวม 21 ที่นั่งในปี 2569
อีสานกลาง พื้นที่บริเวณที่ราบสูงใจกลางภาคและลุ่มน้ำชี-มูล ประกอบด้วยจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร และชัยภูมิ
- การเลือกตั้งในปี 2548 ภาคอีสานกลางมีการกระจายตัวของค่า MOV กว้างที่สุด สะท้อนว่าเป็นพื้นที่ที่มีทั้งเขตที่ชนะขาดลอยแบบสุดขีด และเขตที่แข่งขันกันอย่างสูสี ตัวอย่างเช่น ร้อยเอ็ด เขต 3 มีค่า MOV ที่ 88 (แข่งขันต่ำ พรรคไทยรักไทยชนะแบบขาดลอย) ในขณะที่ ร้อยเอ็ด เขต 1 มีค่า MOV ที่ 7 (แข่งขันสูสี พรรคชาติไทยชนะ) โดยการเลือกตั้งครั้งถัดมาในปี 2554 ระดับความเข้มข้นของการแข่งขันยังอยู่ในรูปแบบเดิมคืออัตราส่วนของ ‘ผู้ชนะมีคะแนนทิ้งห่างผู้ที่ได้ลำดับสองสูง’ มีจำนวนมาก หากแต่การกระจายตัวของของค่า MOV เริ่มแคบลง สะท้อนถึงชัยชนะที่เด็ดขาดมากขึ้นของพรรคเพื่อไทย ในปีนี้เอง พรรคเพื่อไทยกวาดแลนด์สไลด์ 40 ที่นั่งจาก 41 ที่นั่ง โดย 1 ที่นั่งดังกล่าวแพ้ให้กับพรรคภูมิใจไทย
- นับแต่การเลือกตั้งปี 2562 จนถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2569 การแข่งขันกลับมาสูสีและมีแบบแผนของระดับความเข้มข้นที่คงที่ มีเพียงแค่ ‘หน้าตาของผู้ชนะ’ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ
- ปี 2562 เพื่อไทยครองที่นั่งสูงสุด 33 ที่นั่งจาก 38 ที่นั่ง
- ปี 2566 เพื่อไทยครองที่นั่งสูงสุด 24 ที่นั่งจาก 43 ที่นั่ง
- ปี 2569 ภูมิใจไทยครองที่นั่งสูงสุด 17 ที่นั่งจาก 43 ที่นั่ง
อีสานใต้ (ล่าง) พื้นที่บริเวณที่ราบสูงโคราชตอนล่าง ติดชายแดนกัมพูชา ประกอบด้วยจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ
- ภาคอีสานใต้มีพลวัตของระดับความเข้มข้นของการแข่งขันที่แตกต่างไปจากพื้นที่อื่น โดยมีผู้ชนะมาจากหลากหลายพรรคการเมืองตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2544
- ในการเลือกตั้งปี 2554 ขณะที่พื้นที่อื่นของภาคอีสานมีอัตราการแข่งขันที่ค่อนข้างต่ำ (ค่ากลาง MOV ที่สูงมากกว่า 35) สนามเลือกตั้งในภาคอีสานใต้กลับมีอัตราการแข่งขันสูง (ค่ากลาง MOV 14)
- ในการเลือกตั้งปี 2569 พื้นที่อีสานใต้มีการอัตราการแข่งขันที่ต่ำที่สุดในภูมิภาค โดยเฉพาะบุรีรัมย์ ค่ากลาง MOV ของจังหวัดที่ 57 ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ชนะกันทิ้งห่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของจังหวัดตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา สะท้อนความเข้มแข็งของตระกูลชิดชอบแห่งพรรคภูมิใจไทยในจังหวัดบุรีรัมย์ที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด โดยค่ากลาง MOV ของจังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากการเลือกตั้ง 2562 ที่ 19 และ 2566 ที่ 21
ภาคเหนือ: จากชนะขาดสู่สูสี ก่อนกลับมาทิ้งห่างอีกครั้ง

ภาคเหนือมีพลวัตความเข้มข้นของการแข่งขัน สส. เขตที่คล้ายคลึงกับภาคอีสาน ในการเลือกตั้งปี 2544 การแข่งขันในภาคเหนือยังคงสูสี โดยมีค่ากลาง MOV อยู่ที่ 15 แม้ว่าพรรคไทยรักไทยได้ที่นั่งสูงสุด (ชนะ 56 ที่นั่งจาก 78 ที่นั่ง) แต่ 1 ใน 3 ของเขตเลือกตั้งในภาคเหนือในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ชนะมีคะแนนที่ไม่ได้ทิ้งห่างคู่แข่งมาก โดยพรรคประชาธิปัตย์ครองที่นั่ง สส. เขตเป็นอันดับสอง (ชนะ 15 ที่นั่ง)
ในการเลือกตั้งปี 2548 ความดุเดือดของสนามเลือกตั้ง สส. เขตในภาคเหนือเริ่มทุเลาลง ค่ากลาง MOV ระดับภาคเพิ่มสูงขึ้นที่ 29 พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งด้วย 72 ที่นั่งจากทั้งหมด 78 ที่นั่ง โดยสามารถรักษาที่นั่งเดิมในเขตที่เคยชนะได้ทั้งหมด 100% และ 80% มีค่า MOV ที่สูงขึ้น สะท้อนการแข่งขันที่ทิ้งห่างคู่แข่งมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์สูญเสีย 10 ที่นั่งให้พรรคไทยรักไทย โดยใน 10 เขตเลือกตั้งนี้ มีเพียงแค่ 3 เขตเลือกตั้งที่ผลคะแนนออกมาสูสี (ค่า MOV ไม่เกิน 10) สะท้อนความนิยมที่สูงขึ้นอย่างสุดขีดของ สส. เขตที่มาจากพรรคไทยรักไทย
อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งครั้งถัดมาในปี 2554 แม้พรรคเพื่อไทยที่สืบทอดฐานเสียงจากพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนจะยังสามารถครองที่นั่ง สส. เขต ในภาคเหนือได้มากที่สุด (49 ที่นั่งจาก 69 ที่นั่ง) แต่ค่ากลาง MOV ระดับภาคได้ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 21 จนเหลือเพียง 10 ในปี 2562 และ 11 ในปี 2566 สะท้อนการแข่งขันที่กลับมาสูสีมากขึ้นในระดับภูมิภาค
และเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่น ๆ ส่วนใหญ่ของประเทศ (ยกเว้นภาคใต้) ที่ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2569 ค่ากลาง MOV ของภาคเพิ่มขึ้น โดยภาคเหนือมีค่ากลาง MOV ที่ 18
จังหวัดที่การแข่งขันเปลี่ยนจาก ‘คะแนนไล่เลี่ยกัน’ ในปี 2566 เป็น ‘ผู้ชนะนำห่างชัดเจน’ ในปี 2569 เช่น

| จังหวัด | ค่ากลาง MOV ปี 2566 | ค่ากลาง MOV ปี 2569 | ส่วนต่าง |
|---|---|---|---|
| พะเยา | 12 | 47 | 35 |
| เพชรบูรณ์ | 13 | 37 | 24 |
| อุทัยธานี | 34 | 58 | 24 |
| นครสวรรค์ | 8 | 28 | 20 |
| พิจิตร | 14 | 32 | 18 |
| สุโขทัย | 12 | 27 | 15 |
| เชียงใหม่ | 4 | 21 | 17 |
ข้อสังเกตในกรณี 5 จังหวัดแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างคะแนนของผู้ชนะอันดับหนึ่งและสองมากที่สุด เป็นจังหวัดที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรคกล้าธรรม (พะเยา) และพรรคภูมิใจไทย (เพชรบูรณ์ อุทัยธานี นครสวรรค์ และพิจิตร ซึ่งทั้งหมดอยู่ในโซนภาคเหนือตอนล่าง) สะท้อนความเข้มแข็งของฐานเสียงในพื้นที่ของผู้สมัครทั้ง 2 พรรค ซึ่งมีทั้งผู้สมัครหน้าเดิมในพรรคเดิม (เช่น ตระกูลไทยเศรษฐ์ พรรคภูมิใจไทย ในจังหวัดอุทัยธานี) และผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคการเมืองอื่น ได้แก่
| ผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้ง | เขตเลือกตั้ง | พรรคที่สังกัด 2566 | พรรคที่สังกัด 2569 |
|---|---|---|---|
| นายสัญญา นิลสุพรรณ | นครสวรรค์-3 | รวมไทยสร้างชาติ | กล้าธรรม |
| นายประสาท ตันประเสริฐ | นครสวรรค์-6 | ชาติพัฒนากล้า | ภูมิใจไทย |
| นายอนุรัตน์ ตันบรรจง | พะเยา-2 | พลังประชารัฐ | กล้าธรรม |
| นายจีรเดช ศรีวิราช | พะเยา-3 | พลังประชารัฐ | กล้าธรรม |
| นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ | เพชรบูรณ์-1 | พลังประชารัฐ | ภูมิใจไทย |
| นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ | เพชรบูรณ์-3 | พลังประชารัฐ | ภูมิใจไทย |
| นายวรโชติ สุคนธ์ขจร | เพชรบูรณ์-4 | พลังประชารัฐ | ภูมิใจไทย |
| นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ | เพชรบูรณ์-5 | พลังประชารัฐ | ภูมิใจไทย |
| นายอัคร ทองใจสด | เพชรบูรณ์-6 | พลังประชารัฐ | ภูมิใจไทย |
ในระบบเลือกตั้งที่ให้ความสำคัญกับการแข่งขัน สส. เขตผ่านรูปแบบ First-past-the-post ค่า MOV จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวชี้วัดความห่างของคะแนน แต่ยังสะท้อนความเข้มข้นของการแข่งขันในเชิงโครงสร้างของระบบการเมืองด้วย ในระบบที่การชนะเพียงคะแนนเดียวสามารถเปลี่ยนเป็นที่นั่ง สส. ได้ทันที พรรคการเมืองจึงมีแรงจูงใจสูงในการทุ่มทรัพยากรเพื่อช่วงชิงชัยชนะในระดับเขต ผ่านการสร้างความนิยมในตัวผู้สมัคร หรือดึงผู้สมัครที่มีความนิยมในพื้นที่เข้าสังกัดพรรค ซึ่งมักเกิดขึ้นให้เห็นผ่านการยุบรวมพรรคขนาดเล็กหรือการย้ายสังกัดพรรค
การวิเคราะห์ค่า MOV ควบคู่ไปกับโครงสร้างของระบบเลือกตั้งและพลวัตของการแข่งขัน ไม่เพียงช่วยให้เข้าใจว่า ‘ใครชนะ’ แต่ยังช่วยอธิบายว่า ‘การแข่งขันเป็นอย่างไร’ และ ‘ส่งผลต่อคุณภาพของระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างไร’ ซึ่งเป็นมิติสำคัญต่อการทำความเข้าใจพัฒนาการของการเมืองไทยในระยะยาว
การสำรวจค่า MOV ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเลือกตั้งปี 2544 ถึงการเลือกตั้งปี 2569 ในภาพรวมทั้งประเทศและในแต่ละภูมิภาค จึงช่วยส่องสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของสนามการแข่งขัน และภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไปของความเข้มแข็งและฐานเสียงของแต่ละพรรคการเมือง นอกจากนั้น ผู้อ่านที่สนใจยังสามารถเจาะลึกไปที่สถานการณ์ในแต่ละจังหวัด ซึ่งหวังว่าฐานข้อมูลทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจนำไปวิเคราะห์ต่อยอดเพื่ออธิบายพัฒนาการของการเมืองไทยต่อไปในอนาคต
สำรวจค่า MOV ของแต่ละจังหวัด
กดเลือกจังหวัดที่ต้องการค้นหา
อ้างอิง
- ข้อมูลผลการเลือกตั้ง สส. เขตในปี 2544 จากไฟล์เอกสาร ข้อมูล สถิติ และผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2544 โดย กกต.
- ข้อมูลผลการเลือกตั้ง สส. เขตในปี 2548, 2554, 2562 และ 2566 โดยเว็บไซต์ กกต.
- ข้อมูลผลการเลือกตั้ง สส. เขตปี 2569 ใช้ข้อมูลจากผลการแปลงแบบ สส. 6/1 ที่ กกต. เผยแพร่เป็น PDF ให้อยู่ในรูปแบบ JSON โดย นายชานนท์ เงินทองดี จากคลังข้อมูล election-69-OCR-result ซึ่งดาวน์โหลดและวิเคราะห์ข้อมูลเมื่อ 31 มีนาคม 2569
- บทความ WeVis ย้อนดูพัฒนาการระบบเลือกตั้งของไทย “พรรคเล็กใหญ่ ใครได้ใครเสีย”
- Morlino, Leonardo, Björn Dressel, and Riccardo Pelizzo. 2011. “The Quality of Democracy in Asia-Pacific: Issues and Findings.” International Political Science Review 32 (5): 491–511.
- Dahl, Robert 1971. Polyarchy: Participation and Opposition. New Haven, CT: Yale University Press.
- Przeworski, Adam, Michael E. Alvarez, Jos´e Antonio Cheibub and Fernando Limongi. 2000. Democracy and Development. Political Institutions and Well-Being in the World, 1950–1990. Cambridge: Cambridge University Press.
- Reynolds, Andrew, Benjamin Reilly, and Andrew Ellis. 2005. Electoral System Design: The New International IDEA Handbook. Stockholm: International Institute for Democracy and Electoral Assistance.
