
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา ธนิสรา เรืองเดช CEO and Co-Founder แห่ง WeVis ได้รับเกียรติให้เป็นวิทยากรการบรรยายในหัวข้อ ‘Civic Participation in Justice Reform – Why It Matters’ ภายใต้หลักสูตรอบรมการอนุวัติมาตรฐานและบรรทัดฐานระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนากระบวนการยุติธรรม (Training on International Standards and Norms in Crime Prevention and Criminal Justice – iCPCJ 2026) โดย TIJ TIJ Academy ซึ่งมุ่งเน้นแนวคิด people-centered justice และเปิดพื้นที่ให้ผู้ปฏิบัติงานด้านยุติธรรมจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เรียนรู้ประเด็นร่วมสมัยผ่านมุมมองที่ขับเคลื่อนโดยประชาชน
การบรรยายครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อผู้เข้าร่วมอบรมได้สำรวจความหมายของ Civic Participation ในระบบยุติธรรม โดยเน้นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ได้จำกัดเฉพาะกิจกรรมทางการเมืองเช่นการเลือกตั้ง แต่ครอบคลุมถึงบทบาทของประชาชนในการกำหนดทิศทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และนโยบายที่ส่งผลต่อความเป็นธรรมในสังคม

🎤 เนื้อหาการบรรยาย
เมื่อพูดถึง ‘กระบวนการยุติธรรม’ ภาพที่คนจำนวนมากนึกถึงคือระบบที่ซับซ้อน เข้าไม่ถึง และไม่เข้าใจว่าตัดสินใจอย่างไร? การบรรยายครั้งนี้เริ่มต้นจากการชวนผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งคำถามร่วมกันว่า…
หากมีใครเสนอจะทำให้ชีวิตและสังคมดีขึ้น แต่ต้องให้เรานำทุกอย่างไปใส่ไว้ใน ‘กล่องดำ’ ที่ไม่รู้ว่าข้างในทำงานอย่างไรและใครเป็นผู้ควบคุม เราจะกล้าหรือไม่? – ธนิสรา
คำตอบของคำถามนี้สะท้อนความรู้สึกของประชาชนจำนวนมากต่อรัฐและกระบวนการยุติธรรม นั่นคือ ‘ความไม่ไว้วางใจ’ หรือ Trust Crisis ที่เกิดจากระบบซึ่งออกแบบมาด้วยเจตนาดี แต่ไม่เปิดให้ประชาชนเห็น ไม่เข้าใจ และไม่มีส่วนร่วม การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจึงไม่อาจสำเร็จได้ด้วยรัฐฝ่ายเดียว หากแต่ต้องเริ่มจากการ ‘เปิดกล่องดำ’ ให้กลายเป็นกล่องใส และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้นทาง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เจตนารมณ์ของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ประชาชนไม่สามารถมองเห็น เข้าใจ หรือมีส่วนร่วมกับกลไกเหล่านั้นได้
👐 การเปิด ‘กล่องดำ’ กับแนวคิด Civic Participation
หัวใจของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม คือการเปลี่ยนจากระบบปิดไปสู่ระบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมใน 3 ระดับสำคัญ ได้แก่
- ความโปร่งใส (Transparency)
เปิดเผยข้อมูลและกระบวนการให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเข้าใจได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบ - การร่วมออกแบบ (Co-design)
เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นและออกแบบนโยบายหรือกระบวนการตั้งแต่ต้น - ความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership)
ทำให้ประชาชนไม่ใช่เพียงผู้รับผลของนโยบาย แต่เป็นผู้ร่วมสร้างระบบยุติธรรมไปพร้อมกับรัฐ
การเปิดให้ประชาชนเห็นกลไกการทำงานของรัฐช่วยสร้างความเชื่อใจ (Trust) ขณะที่การเปิดพื้นที่ให้มีส่วนร่วมในการออกแบบช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ” (Ownership) และยังทำให้รัฐแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น เพราะมีผู้ที่มีประสบการณ์จริง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เข้ามาสะท้อนช่องโหว่ของระบบ
👩💻 WeVis กับการเปิดกล่องดำภายใต้ Upstream Justice

แม้ WeVis จะไม่อาจพูดได้ว่าทำเรื่องการมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมโดยตรง แต่สิ่งที่เราพยายามทำ คือ การสร้างระบบป้องกันไม่ให้ความอยุติธรรมเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับโครงสร้าง (Upstream Justice)
👉 ตัวอย่างโปรเจกต์ที่ WeVis ขับเคลื่อนในประเทศไทย เพื่อเปิดกล่องดำให้ประชาชนมองเห็นและมีส่วนร่วมใน 3 มิติของความยุติธรรม
- มิติที่ 1: การเปิดกล่องดำเพื่อให้ตรวจสอบได้ (Checks and Balances)
- ในประเทศไทย เรามีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้มีอำนาจ ซึ่งอาจทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวได้ การเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบได้จึงเป็นกลไกสำคัญ
- WeVis พัฒนาเครื่องมือเพื่อเปิดเผยข้อมูลของผู้มีอำนาจและงบประมาณรัฐ เช่น Parliament Watch และ Open Budget เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนและการใช้งบประมาณได้
- ในประเทศไทย เรามีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้มีอำนาจ ซึ่งอาจทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวได้ การเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบได้จึงเป็นกลไกสำคัญ


- มิติที่ 2: ความยุติธรรมเชิงนโยบาย (Policy Justice)
- ความยุติธรรมไม่ได้เริ่มต้นที่ศาล แต่เริ่มต้นที่ “กฎหมาย” ที่ออกแบบมา ในบริบทไทย หลายครั้งที่กฎหมายถูกเขียนขึ้นโดยกลุ่มคนจำนวนน้อย โดยไม่มีการรับฟังความเห็นจากประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนจับตาดูการออกกฎหมายและเสนอนโยบาย จึงเป็นการป้องกัน ‘ความอยุติธรรมที่ถูกทำให้ถูกกฎหมาย‘
- การติดตามนโยบายและกระบวนการออกกฎหมาย เช่น Promise Deconstructed, Policy Tracker และ e-initiative
- ความยุติธรรมไม่ได้เริ่มต้นที่ศาล แต่เริ่มต้นที่ “กฎหมาย” ที่ออกแบบมา ในบริบทไทย หลายครั้งที่กฎหมายถูกเขียนขึ้นโดยกลุ่มคนจำนวนน้อย โดยไม่มีการรับฟังความเห็นจากประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนจับตาดูการออกกฎหมายและเสนอนโยบาย จึงเป็นการป้องกัน ‘ความอยุติธรรมที่ถูกทำให้ถูกกฎหมาย‘



- มิติที่ 3: ความยุติธรรมเชิงกระบวนการ (Procedural Justice)
- ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุด แต่หลายครั้งถูกเขียนโดยคนกลุ่มเดียวหรือผ่านกระบวนการที่ขาดความหลากหลายของเสียง ทำให้กติกาไม่สะท้อนความต้องการของคนทั้งสังคม
- โครงการ Dream Con เป็นพื้นที่ทดลองให้ประชาชนร่วมออกแบบ “รัฐธรรมนูญในฝัน” เพื่อฝึกทักษะการมีส่วนร่วมและสร้างฉันทามติร่วมกันในสังคม
- ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุด แต่หลายครั้งถูกเขียนโดยคนกลุ่มเดียวหรือผ่านกระบวนการที่ขาดความหลากหลายของเสียง ทำให้กติกาไม่สะท้อนความต้องการของคนทั้งสังคม

👀 ส่องบทเรียนจากต่างประเทศ: เขาเปิดกล่องดำกันยังไงนะ?
ธนิสรานำเสนอตัวอย่างจากต่างประเทศที่แสดงให้เห็นว่า การเปิดระบบยุติธรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วมสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้จริง
- อาร์เจนตินา: การจัดตั้ง Open Justice Data Portal เปิดข้อมูลคดี ความเป็นอยู่ในเรือนจำ และบัญชีทรัพย์สินเจ้าหน้าที่ศาล ทำให้ศาลเปลี่ยนจากสถาบันปิดเป็นบริการสาธารณะที่ตรวจสอบได้

- สหรัฐอเมริกา: โครงการ Court Watch Programs เปิดโอกาสให้อาสาสมัครภาคประชาชนเข้าไปสังเกตการณ์ในห้องพิจารณาคดี ช่วยยกระดับมาตรฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่ผ่าน ‘สายตาของสาธารณะ’
- ไต้หวัน: แพลตฟอร์ม vTaiwan เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็นและร่างกฎหมาย โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อค้นหา “จุดร่วม” ของสังคม แทนการขยายความขัดแย้ง

👍 ข้อเสนอเชิงนโยบาย: จากผู้คุมกฎสู่ผู้อำนวยความยุติธรรม
ท้ายที่สุด ธนิสราเสนอว่า หากรัฐต้องการเปิด ‘กล่องดำ’ ของกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง ควรดำเนินการใน 4 แนวทางหลัก ได้แก่

- Open Data: หน่วยงานยุติธรรมต้องเปิดเผยสถิติคดี งบประมาณ และผลการตัดสิน (แบบไม่ระบุตัวตน) อย่างมีมาตรฐานเดียวกัน
- Co-design: สร้าง Justice Sandbox ให้ประชาชนร่วมออกแบบตั้งแต่ต้น ผ่าน Public-People Partnership (PPP) ที่ ‘ภาคประชาชน’ เป็นแกนกลางในการนิยามปัญหาและทดสอบระบบ ไม่ใช่แค่จ้าง Vendor แบบเดิมที่ระบบตายเมื่อหมดสัญญา Co-design จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการดึง ‘ประสบการณ์ความเจ็บปวดจริง’ ของผู้เปราะบางมาเป็นโจทย์ในการออกแบบ เพื่อให้อุดช่องโหว่ได้ตรงจุด
- Public Oversight: เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใส พัฒนากลไกคุ้มครอง ‘ผู้แจ้งเบาะแส’ (Whistleblower) และส่งเสริมให้มีตัวแทนภาคประชาชนในคณะกรรมการกำกับดูแล อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าฟังการพิจารณาคดี และเปิดเผยบันทึกการประชุมที่ส่งผลต่อประโยชน์สาธารณะ
- Public Service: เปลี่ยนจาก ‘ผู้คุมกฎ’ เป็น ‘ผู้อำนวยความสะดวก’ ปรับฐานคิดว่าความยุติธรรมคือ ‘บริการสาธารณะ’ ไม่ใช่ ‘อำนาจล้นพ้น’ ลดความซับซ้อนของภาษากฎหมาย (Plain Language Movement) เพื่อให้ประชาชนเข้าใจสิทธิของตนเองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาชี้นำ

หน้าที่ของรัฐและนักการเมืองไม่ใช่การแบกความยุติธรรมไว้คนเดียวในกล่องดำ แต่คือการ ‘สร้างระบบนิเวศ’ ที่เอื้อให้ประชาชนเข้ามาเป็นหูเป็นตา เป็นมือเป็นเท้า และเป็นเจ้าของระบบร่วมกัน
สังคมที่ยุติธรรมไม่ใช่สังคมที่รัฐทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบ แต่เป็นสังคมที่ประชาชนทุกคนรู้สึกว่าตนเองเป็น ‘เจ้าของ’ และ ‘พร้อมจะปกป้อง’ ระบบยุติธรรมร่วมกัน
